<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Community: คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม /Faculty of Social Work and Social Welfare</title>
  <link rel="alternate" href="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/11" />
  <subtitle>คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม /Faculty of Social Work and Social Welfare</subtitle>
  <id>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/11</id>
  <updated>2026-06-08T03:52:23Z</updated>
  <dc:date>2026-06-08T03:52:23Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การพัฒนาชุมชนและองค์กรชุมชนในเมืองใหม่บางพลี</title>
    <link rel="alternate" href="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5562" />
    <author>
      <name>ภุชงค์ เสนานุช</name>
    </author>
    <author>
      <name>Puchong Senanuch</name>
    </author>
    <id>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5562</id>
    <updated>2026-06-02T20:02:27Z</updated>
    <published>2001-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาชุมชนและองค์กรชุมชนในเมืองใหม่บางพลี
Authors: ภุชงค์ เสนานุช; Puchong Senanuch
Abstract: บทความนี้เป็นการสะท้อนถึงปัญหาของชุมชนเมืองที่ขาดการวางแผนจัดการ และพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง เมืองใหม่บางพลีเป็นชุมชนที่น่าสนใจศึกษา เพราะเกิดขึ้นตามนโยบายของรัฐเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของประชากรและการเจริญเติบโตของกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2528 การเคหะแห่งชาติได้สร้างเมืองใหม่บางพลีขึ้นที่บริเวณ กม. 23 ของถนนสายบางนา-ตราด ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 23 กิโลเมตร บนเนื้อที่ทั้งหมด 4,469 ไร่ หลังจากที่การสร้างเมืองแล้วเสร็จประชากรก็อพยพหลั่งไหลเข้ามาอาศัยเป็นจำนวนมาก ทุกวันนี้ความเป็นชุมชนที่น่าอยู่อาศัยได้หายไปเกือบหมดกลาย “เป็นชุมชนที่แออัดและไม่มีระเบียบ” คนในชุมชนและที่อยู่รอบๆ ข้างมีทัศนะหรือให้รหัสหมายต่อชุมชนแห่งนี้อย่างไร เกิดปัญหาอะไรขั้นในชุมชนแห่งนี้ ลักษณะความสัมพันธ์ของคนในชุมชนเป็นอย่างไร มีการทำมาหากินเป็นอย่างไร องค์กรชุมชนซึ่งถือว่าเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนามีบทบาทจัดการปัญหาของชุมชนมากน้อยเพียงใด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีบทบาทอย่างไร และแนวทางการพัฒนาชุมชนควรเป็นอย่างไร เป็นสิ่งที่ผู้เขียนนำเสนอในบทความนี้</summary>
    <dc:date>2001-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การสนับสนุนทางสังคมและการพึ่งตนเองของคนพิการที่กู้เงินจากสำนักงานพัฒนาสังคมและสวัสดิการจังหวัดสมุทรปราการ</title>
    <link rel="alternate" href="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5492" />
    <author>
      <name>เอมอร ทองเจิม</name>
    </author>
    <author>
      <name>Em-Orn Thongjerm</name>
    </author>
    <id>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5492</id>
    <updated>2026-05-13T20:01:27Z</updated>
    <published>2003-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การสนับสนุนทางสังคมและการพึ่งตนเองของคนพิการที่กู้เงินจากสำนักงานพัฒนาสังคมและสวัสดิการจังหวัดสมุทรปราการ
Authors: เอมอร ทองเจิม; Em-Orn Thongjerm
Abstract: การศึกษาเรื่อง การสนับสนุนทางสังคมและการพึ่งตนเองของคนพิการที่กู้เงินจากสำนัก งานพัฒนาสังคมและสวัสดิการจังหวัดสมุทรปราการ” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงการสนับสนุนทางสังคมจากเครือข่ายทางสังคมของคนพิการ ศึกษาความสามารถในการพึ่งตนเองของคนพิการ และศึกษาความสัมพันธ์ของการสนับสนุนทางสังคมจากเครือข่ายทางสังคมที่มีผลต่อการพึ่งตน เองของคนพิการ โดยทำการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่กู้เงินจากสำนักงานพัฒนาสังคมและสวัสดิ การจังหวัดสมุทรปราการจำนวน 190 ราย และสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 3 ราย โดยเก็บรวบรวมข้อ มูลจากแบบสอบถามด้วยตนเองทั้งหมด สถิติที่ใช้ในการศึกษาคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS/PC ผลการศึกษาดังนี้ ผู้พิการส่วนใหญ่เป็นเพศชายอายุระหว่าง 30-39 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษา สถาน ภาพสมรสแล้ว ส่วนใหญ่มีความพิการทางกาย/ทางการเคลื่อนไหว ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้า ขายสลากกินแบ่งรัฐบาล รายได้อยู่ระหว่าง 1,000 - 35,000 บาท ผลการศึกษาการสนับสนุนทางสังคมจากเครือข่ายทางสังคม พบว่ากลุ่มตัวอย่างได้รับการ สนับสนุนด้านอารมณ์จากครอบครัวมากที่สุดในด้านการยอมรับว่าเป็นคนมีความสามารถในการหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนการสนับสนุนทางสังคมจากญาติ เพื่อน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในด้านต่าง ๆ นั้น กลุ่มตัวอย่างได้รับการสนับสนุนในระดับปานกลาง ผลการศึกษาการพึ่งตนเอง พบว่า ความสามารถพึ่งตนเองของกลุ่มตัวอย่างโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยคนพิการสามารถพึ่งตนเองระดับมาก ในด้านความพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่เมื่อพบกับความล้มเหลวในการประกอบอาชีพ และความอดทนต่อสู้กับปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนความ สามารถในด้านการมีรายได้เงินทุนเหลือเก็บ และความสามารถในการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ บุคคลอื่น พบว่า ความสามารถในการพึ่งเองในด้านดังกล่าวอยู่ในระดับน้อย ผลการศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยข้อมูลทั่วไปกับการสนับสนุนทางสังคมที่มี ความ สัมพันธ์กับการพึ่งตนเอง พบว่าในด้านปัจจัยข้อมูลทั่วไป สถานภาพสมรสกับอาชีพปัจจุบันมีความ สัมพันธ์กับการพึ่งตนเองของคนพิการ ส่วนการสนับสนุนทางสังคม ครอบครัว ญาติ และหน่วยงาน ภาคเอกชนมีความสัมพันธ์กับการพึ่งตนเองของคนพิการ สำหรับข้อเสนอแนะจากการศึกษาในระดับนโยบาย รัฐควรส่งเสริมด้านการศึกษาแก่คน พิการให้ทั่วถึงทั่วประเทศ ขยายบริการด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพสำหรับคนพิการ ส่ง เสริมและสนับสนุนสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง และควรเปิดโอกาสให้คนพิการได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการปรับเปลี่ยนระเบียบต่าง ๆ เช่นระเบียบการกู้เงิน รวมทั้งสนับสนุนองค์กรภาคเอกชนที่ทำงาน เกี่ยวกับคนพิการให้เป็นระบบ ส่วนในระดับปฏิบัติการหน่วยงานภาครัฐควรปรับทิศทางการทำงานเป็นเชิงรุกเพื่อให้การ คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิคนพิการอย่างทั่วถึง ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการควรจัดหน่วยเคลื่อนที่ออก ไปให้การฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้นตามชุมชนต่าง ๆ และควรเพิ่มบทบาทการทำงานของหน่วยงาน ภาคเอกชนให้มีการติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้มากขึ้น ทั้งในด้านการฝึกอาชีพและการจัดหางานสำหรับคนพิการ
Description: สารนิพนธ์ (สส.ม.) (การบริหารสังคม) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2546</summary>
    <dc:date>2003-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 : ศึกษาเฉพาะกรณีการคุ้มครองเด็กอายุไม่เกิน 18 ปีในคดีอาญา จังหวัดสมุทรปราการ</title>
    <link rel="alternate" href="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5489" />
    <author>
      <name>อัฐพงศ์ นิธิพัฒนะ</name>
    </author>
    <author>
      <name>Autthapong Nitipattana</name>
    </author>
    <id>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5489</id>
    <updated>2026-05-13T20:01:31Z</updated>
    <published>2001-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 : ศึกษาเฉพาะกรณีการคุ้มครองเด็กอายุไม่เกิน 18 ปีในคดีอาญา จังหวัดสมุทรปราการ
Authors: อัฐพงศ์ นิธิพัฒนะ; Autthapong Nitipattana
Abstract: การวิจัยเรื่อง การปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาฉบับที่ 20 (พ.ศ. 2542) : ศึกษาเฉพาะกรณีการคุ้มครองเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ในคดีอาญาในจังหวัดสมุทรปราการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจและความคิดเห็นของข้าราชการ ตำรวจ และนักสังคมสงเคราะห์ ที่มีต่อการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2542 เพื่อศึกษากระบวนการปฏิบัติงานของข้าราช การตำรวจและนักสังคมสงเคราะห์ ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2542 และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้ต้องหา พยาน หรือผู้เสียหายที่ เป็นเด็ก ต่อกระบวนการสอบสวนตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2542 โดยจะศึกษาการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจและนักสังคม สงเคราะห์ที่ปฏิบัติหน้าที่ในด้านงานสอบสวน โดยศึกษาเฉพาะกรณีการคุ้มครองเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ในคดีอาญา ในจังหวัดสมุทรปราการ ผลการวิจัยพบว่า ข้าราชการตำรวจและนักสังคมสงเคราะห์มีความรู้ความเข้าใจถึงประโยชน์ ของกฎหมายข้อนี้ โดยข้าราชการตำรวจเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวทำให้กระบวนการสอบสวนมีความ โปร่งใส โดยมีบุคคลหลายฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการสอบสวนเด็ก และการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการ บันทึกการสอบสวนตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้การสอบสวนไม่ต้องดำเนินการหลายครั้ง ส่วนนัก สังคมสงเคราะห์เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้สามารถคุ้มครองสิทธิของเด็กในกระบวนการสอบสวนได้จริง &#xD;
ในส่วนของกระบวนการสอบสวน ข้าราชการตำรวจเห็นว่าการมีบุคคลหลายฝ่ายเข้าร่วม สอบสวนได้ผลใน 2 ด้าน ด้านแรก เด็กจะรู้สึกอบอุ่นใจที่มีบุคคล เช่นบุคคลที่เด็กร้องขอหรือนัก สังคมสงเคราะห์เข้ารับฟังด้วย ทำให้กล้าพูดมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน คดีที่เด็กเป็นฝ่ายเสียหายเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ ข้าราชการตำรวจมีความเห็นว่าการมีบุคคลหลายฝ่ายร่วมซักถามทำให้เด็กหญิงอับอายและมีความทุกข์ใจในการให้ปากคำมาก สำหรับเด็กที่มีส่วนในคดีอาญา ทั้งฝ่ายผู้ต้องหาและผู้เสียหาย มีความรู้สึกว่าการได้พูดคุยกับ นักสังคมสงเคราะห์ก่อนช่วยให้เด็กผ่อนคลายจากความกลัวและความวิตกกังวล ส่วนปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานในกระบวนการสอบสวน ทั้งข้าราชการตำรวจและนักสังคมสงเคราะห์มีความเห็นตรงกันว่า ในปัจจุบันบุคลากรที่เข้าร่วมกระบวนการสอบสวน โดยเฉพาะ นักสังคมสงเคราะห์มีไม่เพียงพอ สถานที่และอุปกรณ์ต่าง ๆ ยังไม่พร้อม จากผลการวิจัยนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่าเพื่อให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปอย่างมีประ สิทธิภาพ สามารถคุ้มครองเด็กในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างแท้จริง ความเร่งเพิ่มอัตรากำลังของ นักสังคมสงเคราะห์ที่ผ่านการอบรมและพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะพนักงานที่เป็นเพศหญิง และเร่งจัดหาสถานที่และอุปกรณ์ให้พร้อมมากขึ้น
Description: สารนิพนธ์ (สส.ม.) (การจัดการโครงการสวัสดิการสังคม) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2544</summary>
    <dc:date>2001-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาเครือข่ายทางสังคมและการสนับสนุนทางสังคมของสตรีโสด อายุ 40-59 ปี ในกรุงเทพมหานคร</title>
    <link rel="alternate" href="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5482" />
    <author>
      <name>อาภัสสร ปุญญโสพรรณ</name>
    </author>
    <author>
      <name>Apussorn Boonyasoparn</name>
    </author>
    <id>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5482</id>
    <updated>2026-05-13T20:01:19Z</updated>
    <published>2000-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาเครือข่ายทางสังคมและการสนับสนุนทางสังคมของสตรีโสด อายุ 40-59 ปี ในกรุงเทพมหานคร
Authors: อาภัสสร ปุญญโสพรรณ; Apussorn Boonyasoparn
Abstract: การศึกษาเครือข่ายทางสังคมและการสนับสนุนทางสังคมของสตรีโสด อายุ 40 - 59 ปี ใน กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเครือข่ายทางสังคมและการสนับสนุนทางสังคมของสตรี โสดที่มีการเป็นโสดในรูปแบบต่าง ๆ โดยศึกษากลุ่มตัวอย่าง 378 คน เป็นสตรีโสดที่หลากหลาย อาชีพ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS/PC+ โดยใช้สถิติพรรณา และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยกำหนดให้มีตัวแปร 3 กลุ่ม คือ ตัวแปรอิสระ คือ รูปแบบการเป็น โสด โสดชั่วคราว และโสดถาวร ทั้งโดยสมัครใจและไม่สมัครใจ ตัวแปรแบ่งกลุ่ม แบ่งเป็น ตัว แปรชีวสังคม ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ที่อยู่อาศัย และตัวแปรภูมิหลัง ประสบ การณ์ด้านความรัก ตัวแปรปัญหา คือ เครือข่ายทางสังคม และการสนับสนุนทางสังคม ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 40-44 ปี จบการศึกษาระดับ ปริญญาตรี ส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นพนักงานบริษัทเอกชน มีรายได้ระหว่าง 10,001 - 20,000 บาท ส่วนใหญ่มีบ้านเป็นของตนเองและมีรายได้ที่พอเพียง จากการศึกษาการสนับสนุนทางสังคม กลุ่มตัวอย่างที่อายุยังไม่สูงได้รับการสนับสนุนทางสังคมจากเครือข่ายจากครอบครัวค่อนข้างสูง ทางด้านการตอบสนองความต้องการทางด้านอารมณ์ และสังคม กลุ่มตัวอย่างที่อายุมากจะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเพื่อนด้านการตอบสนองทาง ด้านข้อมูลข่าวสารและเงินทอง ข้อเสนอแนะสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ การจัดสร้างเครือข่ายทางสังคม และสวัสดิการด้านการดูแลสำหรับสตรีโสดที่จะต้องเป็นผู้สูงอายุต่อไป
Description: สารนิพนธ์ (สค.ม.) (การจัดการโครงการสวัสดิการสังคม) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2543.</summary>
    <dc:date>2000-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

