<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Community: วิทยาลัยจีนศึกษา/College Of Chinese Studies</title>
  <link rel="alternate" href="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/15" />
  <subtitle>วิทยาลัยจีนศึกษา/College Of Chinese Studies</subtitle>
  <id>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/15</id>
  <updated>2026-07-29T09:19:23Z</updated>
  <dc:date>2026-07-29T09:19:23Z</dc:date>
  <entry>
    <title>วิพากษ์บทร้อยแก้วของปิงซิน</title>
    <link rel="alternate" href="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5982" />
    <author>
      <name>卢森兴</name>
    </author>
    <author>
      <name>บัณฑิตย์ โลจนาทร</name>
    </author>
    <id>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5982</id>
    <updated>2026-07-28T20:00:09Z</updated>
    <published>2012-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: วิพากษ์บทร้อยแก้วของปิงซิน
Authors: 卢森兴; บัณฑิตย์ โลจนาทร
Abstract: บทความนี้ศึกษาบทร้อยแก้วของปิงซินเป็นพื้นฐาน ผนวกกับการอ่านงานวิจัยทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ อิทธิพลของวัฒนธรรมหยูเจียอันเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมและวัฒนธรรมคริสต์ศาสนาของตะวันตก ส่งผลต่องานประพันธ์ร้อยแก้วของปิงซิน ผ่านการวิเคราะห์อย่างเป็นรูปธรรม เน้นความถูกต้องและแม่นยำ และจำแนกการสร้างสรรค์ผลงานซึ่งมีคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของปิงซิน&#xD;
บทความนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เริ่มจาก “ปรัชญาคุณค่าแห่งความรัก” ซึ่งสาดส่องออกมาจากงานประพันธ์ร้อยแก้วของปิงซิน หนึ่งคือ แสงแห่งความรักของแม่ สองคือความไร้เดียงสาของเด็ก สามคือ ความงามของธรรมชาติ สี่ คือ ความรักที่ขาดหายไป ส่วนที่ 2 จากมุมมองของวัฒนธรรมศาสนาค้นคว้าการประพันธ์บทร้อยแก้วของปิงซินที่ยอมรับวัฒนธรรมขงจื่อและแสดงออกถึงจิตวิญญาณของวัฒนธรรมคริสต์ศาสนา สืบค้นทัศนะของปิงซินที่ถ่ายทอดและฝากความหวังต่อศาสนา หนึ่งคือ การเผยแผ่วัฒนธรรศาสนา-การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมคริสต์ศาสนากับปรัชญาของรพินทรนาถ ฐากูร สองคือ การปลดปล่อยความรู้สึกเศร้ารันทด-จิตสำนึกของสตรีในงานประพันธ์ร้อยแก้ว สามคือ การฝากฝังเรื่อง “ความรัก” ในจิตวิญญาณของศาสนา-เกี่ยวกับความรักของสรรพสิ่ง สี่คือ สีสันของวัฒนธรรมขงจื่อในบริบทของศาสนา-การประพันธ์โดยผสมผสานวัฒนธรรม ส่วนที่ 3 ผ่านการจำแนกลักษณะการประพันธ์อันมีเอกลักษณ์ในบทร้อยแก้วของปิงซิน มุมมองมหภาคทำให้เข้าใจความสำเร็จทางศิลปะในบทร้อยแก้วของปิงซิน หนึ่งคือ ภาษาที่งดงามและนุ่มนวล สองคือ มโนคติอันงดงามราวกับบทกวีและภาพวาด สามคือ การบรรยายความรู้สึกอย่างอ่อนโยนและจริงใจ สี่คือ การเปรียบเทียบบทร้อยแล้วของปิงซินและสีว์จื้อหมอ; 全文共分三部分,第一从“爱的哲学”在冰心散文中的投射与观照出发。一是母爱的光辉:二是童心的纯真;三是自然的壮美;四是爱情的缺席。第二则从宗教文化的角度探讨冰心散文创作对儒家文化的认同与对基督教文化的精神显现,体察冰心宗教情怀的表现与寄托。一是宗教文化的传播-―基督教文化与泰戈尔哲学的融合;二是悲悯情怀的释 放一一数文创作中的女性意识:三是宗教心灵“爱”的寄托-关乎一切事物的泛爱;四是宗教氛围中的儒家文化色彩―复合型文化创作。第三通过对冰心散文艺术独创性的整合分类,从宏观角度把握冰心散文的艺术成就。一是典雅婉约的清丽语言;二是诗情西意的优美意境:三是率真温柔的情感抒写:四是冰心散文与徐志摩散文的比较。</summary>
    <dc:date>2012-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาภาพลักษณ์สตรีในงานเขียนของเหนียนล่าเหมย</title>
    <link rel="alternate" href="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5981" />
    <author>
      <name>陈雅群</name>
    </author>
    <author>
      <name>คณิศร ฉันทศรีวิโรจน์</name>
    </author>
    <id>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5981</id>
    <updated>2026-07-28T20:02:45Z</updated>
    <published>2012-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาภาพลักษณ์สตรีในงานเขียนของเหนียนล่าเหมย
Authors: 陈雅群; คณิศร ฉันทศรีวิโรจน์
Abstract: จากประวัติวรรณกรรมสมัยใหม่ในประเทศไทย ในศตวรรษที่ยี่สิบช่วงประมาณปี ค.ศ. 1940-1950 วงวรรณกรรมจีนในไทยได้กำเนิดนักเขียนหญิงกลุ่มหนึ่ง เหนียนล่าเหมยเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ทั้งยังเป็นนักเขียนหญิงที่มีรูปแบบที่เป็นตัวแทนและมีเสน่ห์ในเชิงศิลปะเป็นเอกลักษณะเฉพาะตัว เหนียนล่าเหมยเริ่มสร้างผลงานการประพันธ์ของตนเองประมาณปี ค.ศ. 1950 ผลงานวรรณกรรมส่วนใหญ่จะเขียนถึงเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย โดยเฉพาะภาพลักษณ์และอุปนิสัยของสตรีในยุคสมัยนั้น เธอใช้ช่วงทำนองและมุมมองเฉพาะตัวในการสังเกตชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา ใช้ความรู้สึกที่สมเพชเวทนาในการพรรณนาเรื่องราวความเป็นอยู่ของสตรีที่เป็นชนชั้นล่างที่ถูกเหยียดหยามและถูกข่มเหงรังแก ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงสังคมที่ขาดความยุติธรรม ความล้าหลังของวัฒนธรรมและพฤติกรรมอันหยาบช้าของคนในสังคม &#xD;
สาเหตุของสตรีในนวนิยายที่ต้องตกอยู่ในสภาพทนทุกข์และถูกข่มเหงนั้นเป็นเพราะพวกเขาเหล่านั้นขาดโอกาสในการศึกษา เมื่อขาดความรู้ จึงเป็นเหตุให้ถูกดูหมิ่นเหยียดหยามและถูกเอารัดเอาเปรียบ สตรีเหล่านี้เป็นกลุ่มชนชั้นที่อ่อนแอ ไม่มีกำลังที่จะต่อต้านและไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือให้พวกเขาพ้นจากความทุกข์ทรมาน จากภาพลักษณ์ของสตรีเหล่านี้บ่งบอกถึงอารมณ์โกรธเคืองของผู้เขียนที่ต้องการประณามและเปิดโปงความไม่ธรรมของสังคม &#xD;
นอกจากนี้ ผู้เขียนยังสร้างภาพลักษณ์ของสตรีที่มีสองบทบาท ซึ่งภาพลักษณ์เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงธรรมเนียมโบราณที่ว่า "ชายคุมนอก หญิงคุมใน" นั้นได้ถูกทำลายแล้วในสังคมปัจจุบัน พวกเธอเหล่านั้น ได้เสริมสร้างความแข็งแกร่งของจิตสำนักให้รู้ซึ้งถึงคุณค่าของตนเองและยังมีอิสระในการเลือกสรรมากขึ้น &#xD;
จากผลงานของเหนียนล่าเหมย ได้สะท้อนให้เห็นถึงนานาทัศนะที่มีต่อสตรี ตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน เพศหญิงจะเป็นเพศที่ตกอยู่ในฐานะถูกกระทำ จะถูกบังคับให้อยู่ในขอบเขตของขนบธรรมเนียมประเพณีโบราณต่างๆ นานา หญิงสาวผู้ต่ำต้อยและด้อยการศึกษาซึ่งยังมีกฎข้อบังคับโบราณฝังอยู่ในความคิด ก็ยากจะหลุดพ้นจากการพันธนาการของชะตากรรมอันแสนขมขื่นได้ ส่วนหญิงสาวที่มีการศึกษาจะมีความคิดที่มีความเป็นอิสระและเสรีมากกว่า ฉะนั้นจึงมีอำนาจในการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตนเองได้มากกว่า &#xD;
ในวงวรรณกรรมจีนในไทย เหนียนล่าเหมย เป็นนักเขียนที่มีเอกลักษณ์และผลงานอันโดดเด่น เธอใช้หลักการเขียนที่ประณีต สมจริงซึ่งสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงรวมถึงการสร้างสรรค์ภาพลักษณ์ของสตรีที่อุดมไปด้วยสีสันที่สดใส ภาพลักษณ์ของตัวละครที่มีอารมณ์ลึกซึ้งนั้นแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนได้ให้ความสนใจต่อชะตาชีวิตของสตรีที่ต่างชนชั้นและต่างฐานะในสังคมเป็นอย่างยิ่ง บทประพันธ์ของเหนียนล่าเหมยแสดงให้เห็นถึงเมตตาอาทรของผู้เขียนที่มีต่อหญิงสาวชนชั้นล่าง บ่งบอกถึงจิตใจของผู้เขียนที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเห็นอกเห็นใจต่อหญิงสาวเหล่านี้ และยังประจักษ์ถึงสำนักในความรับผิดดชอบต่อสังคมที่มีอยู่อย่างแรงกล้าของผู้เขียน อีกทั้งยังมีความหมายในเชิงความเป็นจริงที่จับต้องได้อย่างเด่นชัด; 代文学史上,上个世纪四五十年代,泰华文坛崛起一批女作家,&#xD;
#的一位,且是一位具有代表性和独特艺术魅力的女作家。年腊梅在五十年1文学创作,作品大多描绘了居住在泰国的华人的生活情况,尤其是女性们她以独特的风格、独特的视角观察他们的生活,以悲悯的情怀描写了欺凌的底层小人物的悲欢离合的故事,同时也展示了社会的不公和无处不愚味。兑中悲剧性的女性形象所以有如此悲惨的命运,是因为她们缺少受教从而使她们遭受着不公平的虐待,遭受社会的歧视。她们是弱势群体,没能力反抗也没人他们跳出火坑,摆脱苦海,这些人物形象是作者对不正义的社会的愤怒露。家还塑造了扮演着双重角色的女性形象,这些形象反映了在当今男主外,女主内”的模式已经被打破了。女性们都加强了自我价值的意识,且有了更自由的选择。年腊梅笔下女性形象折射出多元化的女性观。自古选今女性处于被动地位,受到传统礼教的种种约束,没有知识的下层女性还抱有传统的女性观念,无力挣脱悲惨命运的束缚;知识女性则具有更自由解放的女性观,因而拥有更多改变自己命运的自主权。年腊梅在泰华文坛是独树一帜且成就斐然的作家,她以细腻真实的现实主义创作方法创作了丰富鲜明的女性形象。这些感人至深的人物形象表达了作者对不同阶层的女性命运与女性在社会上的地位的热切的关注,年腊梅作品对下层女子的悲惨遭遇寄予深切同情,表现出作者宽广的悲悯情怀和强烈的社会责任感,具有强烈的现实意义。</summary>
    <dc:date>2012-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาเปรียบเทียบความคล้ายคลึงกันระหว่างภาพลักษณ์ของนางเอก ในเรื่อง เหลยอวี่ ของเฉาอวี่ และข้างหลังภาพของศรีบูรพา</title>
    <link rel="alternate" href="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5980" />
    <author>
      <name>郑清源</name>
    </author>
    <author>
      <name>Zheng Qingyuan</name>
    </author>
    <id>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5980</id>
    <updated>2026-07-28T20:02:08Z</updated>
    <published>2012-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาเปรียบเทียบความคล้ายคลึงกันระหว่างภาพลักษณ์ของนางเอก ในเรื่อง เหลยอวี่ ของเฉาอวี่ และข้างหลังภาพของศรีบูรพา
Authors: 郑清源; Zheng Qingyuan
Abstract: 文将以二十世纪三四十年代中泰两国的著名作家曹禹和西巫拉帕为代表雷雨》和《画中情思》中女主人公形象的相似性进行比较研究。《雷雨》这两部几乎产生于同一时期的作品,成功地塑造了在人生经历和悲剧结局都存性的女性形象――漪和吉拉娣。同时它们也都对女性的悲剧命运给予了深门部关注女性命运的优秀文学作品。繁漪和吉拉娣自从从诞生之日起,就分别史上极具代表性的悲剧女性形象之一,将她们的悲剧放置于历史、社会的平台。以使我们更客观、更准确地认识这些悲剧的女性,更清楚地了解中泰两特殊性,对探寻整个人类文学的共同规律和美学价值也有相当; วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษเปรียบเทียบภาพลักษณ์ของตัวนางในนวนิยายเรื่อง”เหลยอวี่” กับเรื่อง “ข้างหลังภาพ” ซึ่งนักประพันธ์เฉาอวี่กับศรีบูรพาทั้งสองคนล้วนเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงของจีนและไทยในยุคทศวรรษที่ 1930-1940 เรื่อง ”เหลยอวี่” กับเรื่อง “ข้างหลังภาพ” เขียนขึ้นในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ทั้งสองเรื่องนี้ได้บรรจงสร้างตัวละครหญิงฝานอีและกีรติที่มีประสบการณ์ชีวิตและความอาภัพในบั้นปลายชีวิตที่คล้ายคลึงกันมาก ในขณะเดียวกัน นวนิยายทั้งสองเรื่องนี้ได้แสดงความเห็นใจต่อชะตาชีวิตอันน่าเศร้าสลดหดหู่ของสตรีเหมือนกัน จึงนับได้ ว่าเป็นวรรณกรรมดีเด่นที่ให้ความสนใจชะตากรรมชีวิตของสตรีเช่นกัน ฝานอีและกีรติต่างก็เป็นหนึ่งในตัวละครโศกนาฏกรรมในประวัติศาสตร์วรรณกรรมจีนและไทย นับตั้งแต่เฉาอวี่กับศรีบูรพาได้สร้างตัวละครฝานอีและกีรติขึ้นมาตัวละครทั้งสองนี้ก็ได้กลายหนึ่งในภาพลักษณ์ของสตรีผู้อาภัพของวรรณกรรมจีนและไทย การวิเคราะห์โศกนาฏกรรมที่เกิดกับตัวละครดังกล่าวใช้วิธีการเปรียบเทียบภูมิหลังด้านประวัติศาสตร์และด้านสังคม สามารถทำให้เข้าใจสตรีที่ตกอยู่ในภาวะของโศกนาฏกรรมในเชิงภาววิสัยและสามารถเข้าใจลักษณะพิเศษของวัฒนธรรมจีนกับไทยได้อย่างชัดเจนขึ้น ซึ่งจะมีนัยสำคัญต่อการศึกษากฏร่วมกันและคุณค่าด้านสุนทรียศาสตร์ของโลกวรรณกรรม</summary>
    <dc:date>2012-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาเปรียบเทียบคำย่อในหนังสือพิมพ์ไทยและจีน</title>
    <link rel="alternate" href="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5977" />
    <author>
      <name>Zhu Chunping</name>
    </author>
    <id>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5977</id>
    <updated>2026-07-28T20:02:37Z</updated>
    <published>2013-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาเปรียบเทียบคำย่อในหนังสือพิมพ์ไทยและจีน
Authors: Zhu Chunping
Abstract: การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบลักษณะของคำย่อและการใช้คำย่อในภาษาไทยและจีน ด้านความเหมือนและความแตกต่างของคำย่อในภาษาไทยและจีน โดยรวบรวมคำย่อไทยจำนวน 303 คำจากหนังสือพิมพ์ไทยสองฉบับคือ ไทยรัฐและเดลินิวส์ คำย่อจีนจำนวน 294 คำจากหนังสือพิมพ์จีนสองฉบับ คือ 参考消息 "ชานข่าวเซียวซี" และ 人民日报 "เหยินหมินยื่อเป้า" ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะของคำย่อไทยมี 5 ประเภท คือ 1) ย่อคำโดยใช้พยัญชนะต้นของคำแล้วใส่มหัพภาคไว้ท้ายพยัญชนะต้นซึ่งมีน้อยกว่าสองพยางค์ 2) ย่อคำโดยใช้พยัญชนะต้นของคำแล้วใส่มหัพภาคไว้ท้ายพยัญชนะต้นซึ่งมีมากกว่าหนึ่งพยางค์ 3) ย่อคำเต็มส่วนใดส่วนหนึ่ง แล้วใส่มหัพภาคหรือไปยาลน้อย 4) ย่อคำรวมกับตัวเลข 5) ย่อคำที่ยืมมาจากภาษาอังกฤษ ส่วนลักษณะของคำย่อจีนไม่มีเครื่องหมายกำกับแบ่งเป็น 5 ประเภท คือ 1) คำย่อแบบย่อรวม โดยใช้หน่วยคำที่สำคัญทั้งหมดมารวมเป็นคำย่อ 2) คำย่อบางส่วน โดยใช้ส่วนใดส่วนหนึ่งของคำเต็มมาเป็นคำย่อ 3) คำย่อที่ใช้ตัวเลข 4) คำย่อโดยใช้ตัวพยัญชนะต้นในการออกเสียงภาษาจีนมาเป็นคำย่อ 5) คำย่อจีนที่ยืมมาจากภาษาอังกฤษ ความเหมือนของลักษณะคำย่อไทยและจีน คือ 1) คำย่อที่มีตัวเลข 2) คำย่อที่ยืมมาจากภาษาอังกฤษ 3) วิธีการใช้คำย่อ สำหรับความแตกต่างของลักษณะคำย่อมี 5 ด้าน คือ 1) คำย่อไทยแบบใช้ตัวเลขมีน้อยและคำกริยาจำนวนมาก 3) การอ่านคำย่อไทยอ่านเป็นคำเต็ม ส่วนคำย่อจีนสามารถอ่านเป็นคำย่อได้ 4) คำย่อไทยมีเครื่องหมายมหัพภาค ส่วนคำย่อจีนส่วนใหญ่ไม่ใช้เครื่องหมายใดๆ; This research aimed to comparatively study abbreviations as appeared on Thai and Chinese newspapers in order to note the similarity and difference of their styles. 303 abbreviations are selected from two Thai newspapers: Thairath and Daily News, and 294 words from two Chinese newspapers: Reference News and People's Daily are studied. The research findings are: first, relating to the style five characteristics of Thai abbreviations are found, which are 1) using the first alphabet of each word with periods (punctuation), 2) using the first alphabet of some syllables with compound words, 3) cutting short the full words and adding a period or the omitting-word sign (ฯ) 4) using abbreviations with numbers, and 5) using English short words. For Chinese abbreviations, there also are 5 styles : 1)the compressed abbreviations, mixing key parts of characters (words) 2) partly omitting, using some parts of the word, 3) using abbreviations with numbers,  4) using the first pin-in sound, and 5) using English short words.&#xD;
The second finding, relating to the similarity and difference of Thai and Chinese abbreviations, three similarities are found: 1) the shared styles of Thai and Chinese abbreviations are: using abbreviations with numbers, using English short words and the partly omitting 2) English abbreviations are used in three ways: copying the original, using some parts of the full words, and using Thai or Chinese alphabets to copy the original English pronunciation, and 3) the usage of both Thai and Chinese abbreviations are the same. Regarding the difference, four characteristics are found: 1) the abbreviation with numbers is less often using in Thai than in Chinese 2) most of Thai abbreviations are nouns, very less verbs are found, while Chinese abbreviations are generally both nouns and verbs, 3) Thai abbreviations are read in full words, while abbreviated reading is generally used for Chinese abbreviations, and 4) Thai abbreviations are always written with periods, while no punctuation is needed in Chinese abbreviations.</summary>
    <dc:date>2013-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

