<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/46" />
  <subtitle />
  <id>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/46</id>
  <updated>2026-04-03T17:23:27Z</updated>
  <dc:date>2026-04-03T17:23:27Z</dc:date>
  <entry>
    <title>ผลกระทบคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี</title>
    <link rel="alternate" href="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5381" />
    <author>
      <name>กัลยา มั่นล้วน</name>
    </author>
    <author>
      <name>ดวงรัตน์ เหลืองอ่อน</name>
    </author>
    <author>
      <name>ชุติมา สร้อยนาค</name>
    </author>
    <author>
      <name>Kanlaya Munluan</name>
    </author>
    <author>
      <name>Duangrat Luangon</name>
    </author>
    <author>
      <name>Chutima Soynak</name>
    </author>
    <id>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5381</id>
    <updated>2026-03-27T04:07:33Z</updated>
    <published>2024-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ผลกระทบคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี
Authors: กัลยา มั่นล้วน; ดวงรัตน์ เหลืองอ่อน; ชุติมา สร้อยนาค; Kanlaya Munluan; Duangrat Luangon; Chutima Soynak
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่มีต่อผลกระทบคุณภาพชีวิต ของผู้สูงอายุด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ในอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ของผู้สูงอายุ จำนวน 385 คน จากวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น .90 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณ (MANOVA) ผลการศึกษาพบว่า ผลกระทบคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ภาพรวมอยู่ในระดับน้อย (   &#x1d465;̅ = 1.75) โดยผลกระทบด้านร่างกาย อยู่ในระดับน้อย (&#x1d465;̅  = 1.87) ผลกระทบด้านจิตใจ อยู่ในระดับน้อย (&#x1d465;̅ = 1.84) ผลกระทบด้านความสัมพันธ์ทางสังคม อยู่ในระดับน้อย (&#x1d465;̅ = 1.57) และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของผู้สูงอายุ อยู่ในระดับน้อย (&#x1d465;̅ = 1.73) และการเปรียบเทียบผลกระทบคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุจำแนกตามเพศ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ลักษณะครอบครัว และรายได้ ภาพรวมพบว่า ด้านร่างกาย ด้านจิตใจด้านความสัมพันธ์ทางสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ; The purpose of this research was to study and compare personal factors of their impact quality of  life  for  elderly  who living in Mueang Chonburi District, Chonburi Province. The selected sample were elderly,  approximately  385  participants  from  a  random  stratified  sampling  method.  The  instruments  for  collecting data were 5-point rating scale questionnaires, confidence value .90. The data were analyzed by percentage, mean, standard deviation and multivariate analysis of variance (MANOVA). The results of this study can conclude as follows: Their impact the quality of life for elderly; overall was in low level (&#x1d465;̅  = 1.87), there were; physical impact at (&#x1d465;̅   = 1.87), psychological impact at (&#x1d465;̅   = 1.84), social relationship impact at (&#x1d465;̅  = 1.57) level and environment impact at low level as well (&#x1d465;̅  = 1.73). To compare impact the  quality  life  of for elderly,  classified  by  gender,  marital  status,  level  of  education,  family  types  and  income found that no statistically significant difference.
Description: สามารถเข้าถึงบทความฉบับเต็ม (Full Text) ได้ที่ :&#xD;
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/265821/185088</summary>
    <dc:date>2024-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัจจัยทํานายพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคเบาหวานร่วมกับความดันโลหิตสูง</title>
    <link rel="alternate" href="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5354" />
    <author>
      <name>ธมกร อ่วมอ้อ</name>
    </author>
    <author>
      <name>กมลทิพย์ ขลังธรรมเนียม</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัจฉรา เดชขุน</name>
    </author>
    <author>
      <name>ชุติมา สร้อยนาค</name>
    </author>
    <author>
      <name>ดิเรก ภู่แจ้ง</name>
    </author>
    <author>
      <name>Thamakorn Aumaor</name>
    </author>
    <author>
      <name>Kamontip Khungtumneam</name>
    </author>
    <author>
      <name>Adchara Dejkun</name>
    </author>
    <author>
      <name>Chutima Soynahk</name>
    </author>
    <author>
      <name>Direk Bhuchaeng</name>
    </author>
    <id>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5354</id>
    <updated>2026-03-19T14:13:48Z</updated>
    <published>2024-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัจจัยทํานายพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคเบาหวานร่วมกับความดันโลหิตสูง
Authors: ธมกร อ่วมอ้อ; กมลทิพย์ ขลังธรรมเนียม; อัจฉรา เดชขุน; ชุติมา สร้อยนาค; ดิเรก ภู่แจ้ง; Thamakorn Aumaor; Kamontip Khungtumneam; Adchara Dejkun; Chutima Soynahk; Direk Bhuchaeng
Abstract: การวิิจััยครั้งนี้เป็นการวิิจััยแบบหาความสััมพัันธ์์เชิิงทำนาย เพื่อศึึกษาปัจจััยทำนายพฤติิกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้้ป่วยโรคเบาหวานร่วมกับความดันโลหิตสูง  กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานร่วมกับความดันโลหิตสูงที่มารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองปรือ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 100 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและข้อมูลสุขภาพ แบบสอบถามปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง มีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในช่วง .79-.89 และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง มีค่าความเชื่อมั่น .71 เก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน 2566 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานร่วมกันความดันโลหิตสูงมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองโดยรวมในระดับดี (M=3.14, SD=2.5) การรับรู้ความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมอง การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และสิ่งชักนำให้เกิดการปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคเบาหวานร่วมกับความดันโลหิตสูงได้ร้อยละ 45.60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R2= .456, p&lt;.001) โดยการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองสามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคเบาหวานร่วมกับความดันโลหิตสูงได้มากที่สุด (Beta = .341, p&lt;.01)&#xD;
จากการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่า พยาบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขควรจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคเบาหวานร่วมกับความดันโลหิตสูง โดยเน้นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับความรุนแรงของโรคและประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองแก่ผู้ป่วยและญาติ; This predictive correlational research aimed to explore the factors predicting stroke preventive behaviors in diabetes mellitus patients with hypertension. The samples were 100 diabetes mellitus patients with hypertension who received medical services at Nongprue Sub-district Health Promoting Hospital, Bang Phli District, Samut Prakan Province. The research instruments included a general and health status information questionnaire, a factor influencing stroke preventive behavior questionnaire with the reliabilities in the range of .79–.89, and a stroke preventive behavior questionnaire with a reliability of .71. Data were collected from September to November 2023. Statistics used for data analysis included frequency, percentage, mean, standard deviation, and stepwise multiple regression analysis.&#xD;
The research results revealed that the diabetes mellitus patients with hypertension demonstrated overall mean score of stroke preventive behaviors at a good level (M = 3.14, SD = .25). Perceived severity, perceived benefits, and cues to action could statistically significantly explain stroke preventive behaviors in diabetes mellitus patients with hypertension about 45.60% of the variance (R2 = .456, p &lt; .001). The most predicting factor was perceived benefits (Beta = .341, p &lt; .01).&#xD;
This research suggests that nurses and healthcare workers should provide activities to promote stroke preventive behaviors in diabetes mellitus patients with hypertension, focusing on the enhancement of perceived severity and perceived benefits among the patients and their relatives.
Description: สามารถเข้าถึงบทความฉบับเต็ม (Full Text) ได้ที่ :&#xD;
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pnc/article/view/268150/182324</summary>
    <dc:date>2024-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลบาดแผลของผู้สูงอายุ</title>
    <link rel="alternate" href="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5345" />
    <author>
      <name>จิตรา น้ำเหนือ</name>
    </author>
    <author>
      <name>ปริศนา อัครธนพล</name>
    </author>
    <author>
      <name>กมลทิพย์ ขลังธรรมเนียม</name>
    </author>
    <author>
      <name>Jitra Namnoer</name>
    </author>
    <author>
      <name>Prisana Akaratanapol</name>
    </author>
    <author>
      <name>Kamonthip Khungtumneum</name>
    </author>
    <id>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5345</id>
    <updated>2026-03-18T14:12:30Z</updated>
    <published>2025-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลบาดแผลของผู้สูงอายุ
Authors: จิตรา น้ำเหนือ; ปริศนา อัครธนพล; กมลทิพย์ ขลังธรรมเนียม; Jitra Namnoer; Prisana Akaratanapol; Kamonthip Khungtumneum
Abstract: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลบาดแผลของผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่มีประวัติการมีบาดแผลเปิดที่เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา และมีนัดติดตามแผลหลังเกิดบาดแผล 1  สัปดาห์ จำนวน 70   ราย  เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลบาดแผลของผู้สูงอายุ และแบบสอบถามความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลบาดแผลของผู้สูงอายุ ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3  ท่าน ได้ค่าความตรงตามเนื้อหา (CVI) 0.89 และ  0.97 และมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ 0.72   และ  0.93 ตามลำดับ   วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s Correlation Coefficient) ผลการวิจัย พบว่าพฤติกรรมการดูแลบาดแผลของผู้สูงอายุภาพรวมอยู่ในระดับดี (x̄=2.33, SD=0.54) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลบาดแผลของผู้สูงอายุ ได้แก่ การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดการติดเชื้อที่บาดแผล (r = 0.73, p&lt;.05) การรับรู้ความรุนแรงของการติดเชื้อที่บาดแผล (r=0.44, p&lt;.05) การรับรู้ประโยชน์ที่ได้รับของการดูแลบาดแผล (r=  0.68, p&lt;.05) และการรับรู้อุปสรรคของการดูแลบาดแผลมีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมการดูแลบาดแผลของผู้สูงอายุ (r= -0.45, p&lt;.05); This descriptive research aimed to study the relationship between health beliefs and wound care behaviors of the elderly. The sample consisted of 70 elderly with a  history of open wounds who were treated as outpatients at  Phanomsarakham Hospital, Chachoengsao Province, and had a follow-up appointment 1 week after the wound occurred. Data were collected using the Wound Care Behaviors of the Elderly Questionnaire and the Relationship between Health Beliefs and Wound Care Behaviors of the Elderly Questionnaire. The    questionnaire was examined for content validity by 3 experts. The content validity (CVI) was    between 0.89 and 0.97, and  the  Cronbach’s alpha coefficients were 0.72 and 0.93, respectively. The data were analyzed using descriptive statistics and Pearson’s product moment correlation coefficient.&#xD;
The results of the research found that the wound care  behavior of the elderly was at a  good level overall (x̄= 2.33, SD = 0.54). Factors related to wound care behavior of the elderly were :  Perceived risk of wound infection (r=0.73, p&lt;.05), perceived severity of wound infection (r=  0.44, p&lt;.01), perceived benefits of wound care (r= 0.68, p&lt;.05), and perceived barriers to   wound care were negatively related to wound care behavior of the elderly (r = -0.45, p&lt;.05).
Description: สามารถเข้าถึงบทความฉบับเต็ม (Full Text) ได้ที่ :&#xD;
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/277159/188274</summary>
    <dc:date>2025-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม กับพฤติกรรมการป้องกันโรคเรื้อรังของประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ในชุมชนเขตอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์</title>
    <link rel="alternate" href="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5334" />
    <author>
      <name>ศิริลักษณ์ สุวรรณวงษ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>จิตรประภา รุ่งเรือง</name>
    </author>
    <author>
      <name>ตฤน ทิพย์สุทธิ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>Siriluk Suwannawong</name>
    </author>
    <author>
      <name>Jitprapa Rungruang</name>
    </author>
    <author>
      <name>Trin Thipsut</name>
    </author>
    <id>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5334</id>
    <updated>2026-03-18T08:19:13Z</updated>
    <published>2024-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม กับพฤติกรรมการป้องกันโรคเรื้อรังของประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ในชุมชนเขตอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์
Authors: ศิริลักษณ์ สุวรรณวงษ์; จิตรประภา รุ่งเรือง; ตฤน ทิพย์สุทธิ์; Siriluk Suwannawong; Jitprapa Rungruang; Trin Thipsut
Abstract: บทนำ: ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริมมีความสำคัญในการส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันโรคเรื้อรัง&#xD;
วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อศึกษาปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริมที่สามารถใช่ในการป้องกันโรคเรื้อรังในประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ในชุมชนเขตอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์  &#xD;
ระเบียบวิธีวิจัย: การศึกษาเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ในชุมชนเขตอำเภอเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 422 คน โดยเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน&#xD;
ผลการวิจัย: ปัจจัยนำและปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับพฤติกรรมการป้องกันโรคเรื้อรังทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านปัจจัยนำ เพศ มีความสัมพันธ์เชิงลบต่ำ (r = -.043 , p &lt; .05 ) ขณะที่ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวก (r = .84, p &lt; .05) และระดับความเครียด มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่ำ (r = .075, p &lt; .05) กับพฤติกรรมการป้องกันโรคเรื้อรัง เช่นเดียวกับปัจจัยเสริมในการดูแลสิ่งแวดล้อมมีความสัมพันธ์เชิงบวก (r = .30, p &lt; .05) กับพฤติกรรมการป้องกันโรคเรื้อรัง ในด้านปัจจัยเอื้อ รายได้มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(r = .049, p &lt; .05) กับพฤติกรรมการป้องกันโรคเรื้อรัง&#xD;
สรุปผล: ระดับการป้องกันโรคเรื้อรังของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยนำ ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษา และความเครียด ปัจจัยเอื้อ ได้แก่ รายได้ และปัจจัยเสริม คือ การดูแลสิ่งแวดล้อมมีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคเรื้อรังของประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ในชุมชนเขตอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์&#xD;
ข้อเสนอแนะ: พยาบาลสามารถใช้ข้อมูลในการศึกษานี้เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปเพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันโรคเรื้อรังด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
Description: สามารถเข้าถึงบทความฉบับเต็ม (Full Text) ได้ที่ :&#xD;
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/269967/183871</summary>
    <dc:date>2024-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

