<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/11">
    <title>DSpace Community: คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม /Faculty of Social Work and Social Welfare</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/11</link>
    <description>คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม /Faculty of Social Work and Social Welfare</description>
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5614" />
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5613" />
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5607" />
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5606" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-06-13T10:59:25Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5614">
    <title>อาสาสมัครพิทักษ์สิทธิเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส : ทางออกของการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในชุมชนเมือง</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5614</link>
    <description>Title: อาสาสมัครพิทักษ์สิทธิเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส : ทางออกของการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในชุมชนเมือง
Authors: นุชนาฎ ยูฮันเงาะ; Nutchanat Yuhan-ngow
Abstract: บทความนี้มุ่งให้ทราบและตระหนักถึงบทบาทของอาสาสมัครในชุมชน ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่องค์กรภาครัฐ ตลอดนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเริ่มเล็งเห็นความสำคัญ โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น มีการแข่งขันสูง ก่อให้เกิดปัญหาสังคมที่มีความหลากหลาย ซับซ้อน และทวีความรุนแรง โดยเฉพาะครอบครัวที่เป็นรากเหง้าของปัญหาส่วนใหญ่ของชุมชน เช่น ปัญหาการกระทำทารุณกรรม ทั้งต่อเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ตลอดจนการปล่อยปละละเลยทอดทิ้งผู้ด้อยโอกาสในชุมชน ปัญหาเหล่านี้หากไม่มีผู้คอยประสาน ช่วยเหลือ ดูแล อาจจะทำให้ผู้ตกเป็นเหยื่อต้องทนทุกข์ทรมาน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์และสังคม ทั้งนี้เนื่องจากการให้บริการจากภาครัฐยังไม่สามารถกระทำได้อย่างทั่วถึง และตรงกับความต้องการ ดังนั้นการมีอาสาสมัครในชุมชนจะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาในเชิงรุก ด้วยการส่งเสริมให้คนในชุมชนเข้าร่วมกันแก้ปัญหาในชุมชนของตนอย่างยั่งยืน</description>
    <dc:date>2004-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5613">
    <title>ความตั้งใจย้ายที่อยู่อาศัยภายในเขตกรุงเทพมหานคร</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5613</link>
    <description>Title: ความตั้งใจย้ายที่อยู่อาศัยภายในเขตกรุงเทพมหานคร
Authors: เสาวนิจ รัตนวิจิตร นิจอนันต์ชัย; Saowanit Nitananchai
Abstract: การย้ายที่อยู่อาศัยของประชากรที่จำนวนมากหรือย้ายบ่อยครั้งอาจก่อให้เกิดปัญหาต่อตัวผู้ย้ายต่อประชากรในชุมชนต้นทางและชุมชนปลายทางของการย้ายที่อยู่อาศัย และส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการของภาครัฐ ในด้านกรจัดการงบประมาณ ระบบสาธารณูปโถค การจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม ความรุนแรงของปัญหาขึ้นอยู่กับระดับและแบบแผนของการย้ายที่อยู่ภายในเขตกรุงเทพมหานคร การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับของความตั้งใจและสาเหตุของการย้ายที่อยู่อาศัยของชาวกรุงเทพมหานคร โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการวิจัยเรื่องความเป็นเมืองและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตในกรุงเทพฯ ปี 1993 ซึ่งเป็นงานวิจัยร่วมของมหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Australian National University ใช้กลุ่มตัวอย่าง 1,201 คน ผลการศึกษาปรากฏว่าผู้ชายย้ายที่อยู่มากกว่าผู้หญิง ผู้ที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษาจะย้ายถิ่นมาก ผู้ที่มีภูมิลำเนาในต่างจังหวัดจะย้ายถิ่นมากกว่าผู้ที่มีภูมิลำเนาในกรุงเทพฯ ผู้ที่ได้รับข่าวสารจากหนังสือพิมพ์จะย้ายถิ่นน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับข่าวสาร และผู้ที่ทำงานในกรุงเทพฯ ระหว่าง 8-12 ปี จะตั้งใจย้ายที่อยู่อาศัยน้อยกว่าผู้ที่ทำงานระยะสั้นกว่า นอกจากนี้หากชาวกรุงเทพฯ รู้สึกว่าบริเวณที่อยู่อาศัยมีมลพิษสูงขึ้นจะตั้งใจย้ายที่อยู่อาศัยมาก แต่หากรู้สึกว่าในชุมชนมีประชากรหนาแน่นขึ้นจะตั้งใจย้ายที่อยู่อาศัยน้อยลง ซึ่งอาจเป็น เพราะประชากรมีความคาดหวังมากขึ้นที่จะประกอบอาชีพต่างๆ อยู่ในชุมชน</description>
    <dc:date>2004-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5607">
    <title>การศึกษาความสัมพันธ์ขององค์ประกอบการขัดเกลาทางสังคมและลักษณะทางจิตใจกับพฤติกรรมความซื่อสัตย์ของคนไทย</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5607</link>
    <description>Title: การศึกษาความสัมพันธ์ขององค์ประกอบการขัดเกลาทางสังคมและลักษณะทางจิตใจกับพฤติกรรมความซื่อสัตย์ของคนไทย
Authors: ณัฏฐ์ษา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา; Nuttsa Sanitvong Na Ayuttaya
Abstract: วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้ คือ เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมความซื่อสัตย์ของคนไทยและอิทธิพลของกระบวนการขัดเกลาทางสังคมโดยครอบครัว โรงเรียน สถาบันศาสนาและสื่อมวลชนต่อลักษณะทางจิตใจ ที่จะส่งผลไปถึงพฤติกรรมความซื่อสัตย์ของคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลาม และความสัมพันธ์ของพฤติกรรมความซื่อสัตย์ระหว่างผู้ปกครองและนักเรียน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่เรียนในโรงเรียนอิงศาสนาพุทธ โรงเรียนอิงศาสนาคริสต์และโรงเรียนอิงศาสนาอิสลาม และโรงเรียนทั่วไปไม่อิงศาสนา ทั้งโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชน จำนวน 400 คน และผู้ปกครองของนักเรียน จำนวน 400 คน รวม 400 คู่ จาก 4 จังหวัดในแต่ละภาค คือ ภาคเหนือ เลือกจังหวัดเชียงใหม่ 100 คู่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เลือกจังหวัดนครราชสีมา 100 คู่ ภาคใต้ เลือกจังหวัดสงขลา 100 คู่และกรุงเทพมหานคร 100 คู่ รวมกลุ่มตัวอย่าง 800 คน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการขัดเกล่าทางสังคมจากแหล่งต่าง ๆ และลักษณะทางจิตมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมความซื่อสัตย์ของกลุ่มเป้าหมาย ในกลุ่มนักเรียน ซึ่งแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ นักเรียนที่เรียนในโรงเรียนเน้นศาสนา ทั้งศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลาม ปัจจัยที่สำคัญต่อพฤติกรรมความซื่อสัตย์ คือ การได้รับการเลี้ยงดูแบบพึ่งตนเองเร็วและการมีทัศนคติต่อความซื่อสัตย์ ส่วนในกลุ่มนักเรียนที่เรียนในโรงเรียนทั่วไป ในนักเรียนทั้ง 3 ศาสนา พบปัจจัยร่วมที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมความซื่อสัตย์ 1 ปัจจัย คือ การได้รับการเลี้ยงดูแบบพึ่งตนเองเร็ว นอกเหนือจากนั้นพบปัจจัยที่ต่างกัน โดยนักเรียนที่นับถือศาสนาพุทธพบอิทธิพลของลักษณะทางศาสนาของผู้ปกครองและตนเอง นักเรียนที่นับถือศาสนาคริสต์พบอิทธิพลการเลี้ยงดูแบบรักสนับสนุน การอบรมสั่งสอนจากโรงเรียนและการควบคุมตนเอง นักเรียนที่นับถือศาสนาอิสลามพบอิทธิพลของลักษณะทางศาสนาของผู้ปกครองและของตนเอง ในกลุ่มผู้ปกครอง ปัจจัยที่สำคัญต่อผู้ปกครองทั้ง 3 ศาสนา คือ การมีทัศนคติที่ดีต่อความซื่อสัตย์ และลักษณะทางศาสนาทั้งของตนเองและของบิดามารดา&#xD;
ในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมความซื่อสัตย์ของนักเรียนและผู้ปกครอง พบว่าพฤติกรรมความซื่อสัตย์ของทั้ง 2 กลุ่ม ไม่สัมพันธ์กัน หมายความว่า ผู้ปกครองที่มีพฤติกรรมความซื่อสัตย์สูง นักเรียนซึ่งเป็นลูก (หลาน) อาจมีพฤติกรรมความซื่อสัตย์สูงหรือต่ำก็ได้ หรือในทางกลับกัน นักเรียนที่มีพฤติกรรมความซื่อสัตย์สูง ผู้ปกครองอาจมีพฤติกรรมความซื่อสัตย์สูงหรือต่ำก็ได้เช่นกัน; This research aims to study (1) socialization process from families, schools, religious institutions, mass media and their influences on the Thai honest behavioral patten of different religious : Buddhism, Christianity, and Islam, and (2) relationship of honest behavior between parents and students. Data was collected from secondary school students in 4 provinces Chiengmai, Songkla, Nakornratsima, and Bangkok Metropolitan. Samples were 100 pairs of students and their parents from each province, 50 pairs from 3 different religious oriental schools and other 50 pairs from ordinary schools (public and private schools). The total samples were 800 persons. &#xD;
The study revealed that:&#xD;
For students, students in religious oriented schools, early self-reliance child rearing type and positive attitude toward were essential factors influenced honest behavioral pattern. Students in ordinary schools, the research found one common factor-early  self-reliance child rearing type – influenced honest behavior of students from 3 religious.&#xD;
For parents, positive attitude toward honesty was essential factor influenced honest behavioral pattern. &#xD;
The result of study also revealed that there was no relationship of honest behavior between parents and students, which means that honest parents might not have honest children at the same level, or vice versa, honest students might not have honest parents respectively.</description>
    <dc:date>2004-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5606">
    <title>“กินตามแม่”  คือ แนวทางสู่ความมั่นคงทางอาหารในสังคมไทย</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5606</link>
    <description>Title: “กินตามแม่”  คือ แนวทางสู่ความมั่นคงทางอาหารในสังคมไทย
Authors: นวลใย วัฒนกูล; Nuanyai Wattanakoon
Abstract: อาหารคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนควรจะได้รับ แต่ด้วยระบบและกลไกทางสังคมหลายอย่าง ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ประสบภาวะยากจน มีอาหารไม่เพียงพอต่อการบริโภค การกระจายอาหารไม่เป็นธรรม การเข้าไม่ถึงอาหาร หรือมีอาหารบริโภคแต่ไม่ปลอดภัย สถานการณ์เช่นนี้ คือ การขาดความมั่นคงทางอาหาร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในฐานะที่ทรงเป็นแม่ของปวงชนชาวไทย และได้ทรงพระวิริยะอุตสาหะบำเพ็ญพระราชกรณียกิจและมีพระราชจริยวัตรที่งดงามในการเป็นแบบอย่างให้แม่ในสังคมไทยนำไปปฏิบัติเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือนและระดับชุมชน หากเราได้ดำเนินรอยตามพระยุคลบาท ดังกล่าวแล้วความมั่นคงทางอาหารและการบริโภคจะเกิดแก่สังคมไทย</description>
    <dc:date>2004-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

