<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/12">
    <title>DSpace Community: คณะบริหารธุรกิจ /Faculty of Business Administration</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/12</link>
    <description>คณะบริหารธุรกิจ /Faculty of Business Administration</description>
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5485" />
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5484" />
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5483" />
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5480" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-05-13T04:53:12Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5485">
    <title>การศึกษาความเป็นไปได้โครงการผลิตโซดาแอชในประเทศไทย</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5485</link>
    <description>Title: การศึกษาความเป็นไปได้โครงการผลิตโซดาแอชในประเทศไทย
Authors: อาทร ชอบดี; Arthorn Chobdee
Abstract: วัตถุประสงค์ในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนี้ มีดังต่อไปนี้ 1. เพื่อการตั้งโรงงานผลิตโซดาแอชในประเทศไทย การผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ และรองรับความต้องการของประเทศแถบอาเซียน 2. เพื่อชี้ให้รัฐบาลไทยเห็นว่า ต้องมีการสนับสนุนในการสร้างโครงการผลิตโซดาแอช ซึ่งสามาถช่วยให้มีการนำการพัฒนามาสู่ประเทศ และกระจายอุตสาหกรรมสู่ชนบทรัฐบาลควรมีแผนที่จะเตรียมในเรื่องอำนวยความสะดวก เกี่ยวกับความสะดวกในการรองรับโครงการให้เกิดเป็นจริงขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางรถไฟ และท่าเรือน้ำลึก 3. สำหรับเรื่องการลงทุนเพื่อทำโรงการ ได้แสดงให้รู้ถึงอัตราผลตอบแทนซึ่งผู้ต้องการลงทุนสามารถใช้เป็นแนวทางชี้แจงกับผู้สนับสนุนทางด้านการเงิน กับสถาบันการเงิน 4. เพื่อการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยปราศจากการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ
Description: ภาคนิพนธ์ (บธ.ม.) (บริหารธุรกิจ) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2542</description>
    <dc:date>1999-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5484">
    <title>ความพึงพอใจของผุ้รับบริการภายในองค์กรต่อแผนก Field service :  กรณีศึกษาบริษัทชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5484</link>
    <description>Title: ความพึงพอใจของผุ้รับบริการภายในองค์กรต่อแผนก Field service :  กรณีศึกษาบริษัทชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด
Authors: อาทิตย์ โนดไธสง; Arthit Nodthaisong
Abstract: การวิจัยเรื่องความพึงพอใจของผู้รับบริการภายในองค์กรต่อแผนก Field Services : กรณีศึกษา บริษัท ชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงความพึงพอใจของ ผู้รับบริการที่มีต่อการให้บริการของแผนกบริการหลังการขาย การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเป็น การศึกษาเชิงสำรวจ (Survey Study) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลพนักงานภายในของบริษัทชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ที่รับบริการจากแผนกบริการจำนวน 101 ชุด ซึ่งการวิเคราะห์ใช้ค่าสถิติเชิง พรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความถี่ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเนื่องจากการแจกแจง ข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างมีการสุ่มตัวอย่างมาจากประชากรที่มีการแจกแจงแบบไม่ปกติ ดังนั้น จึงใช้ ค่าสถิติแบบไม่ใช้พารามิเตอร์ (Non Parametric Statistic) โดยกำหนดค่านัยสำคัญของการคำนวณ เป็น 0.05 โดยการทดสอบสมมติฐานนั้น ใช้สถิติ ไควสแควร์ (Chi-square Tests) ในการวิเคราะห์ สมมติฐานข้อที่ 1 และสมมติฐานข้อที่ 2 ทั้งนี้ สรุปผลการศึกษาได้ดังต่อไปนี้ ข้อมูลลักษณะทางประชากรศาสตร์ของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ในด้านเพศของผู้ตอบ แบบสอบถาม พบว่า ผู้รับบริการมากกว่าร้อยละ 70 เป็นเพศชาย ส่วนเพศหญิงนั้น คิดเป็นร้อยละ 24.8 ในด้านอายุของผู้รับบริการ พบว่า ผู้รับบริการส่วนใหญ่มีอายุในช่วง 26 - 30 ปี และช่วงอายุ 31 - 35 ปี ในด้านของสถานภาพของผู้รับบริการนั้น พบว่า ผู้รับบริการที่มีสถานภาพโสด และ สถานภาพสมรสนั้นมีจำนวนใกล้เคียงกัน คิดเป็นร้อยละ 55 และร้อยละ 45 ตามลำดับ ในด้านระดับ การศึกษาของผู้รับบริการ พบว่า ผู้รับบริการร้อยละ 69.3 มีการศึกษาระดับปริญญาตรี รองลงมา ได้แก่ การศึกษาระดับปริญญาโท คิดเป็นร้อยละ 20.8 ในด้านสาขาวิชาที่สำเร็จการศึกษาของ ผู้รับบริการ พบว่า ผู้รับบริการร้อยละ 73.3 สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้าหรือ อิเล็กทรอนิกส์ รองลงมาได้แก่ สำเร็จการศึกษาคณะบริหารธุรกิจ คิดเป็นร้อยละ 13.3 ในด้านประสบการณ์ในการทำงานของผู้รับบริการ พบว่า ผู้รับบริการร้อยละ 47.5 มีประสบการณ์ในการ ทำงาน 2 - 5 ปี รองลงมา ได้แก่ 6 - 10 ปี คิดเป็นร้อยละ 20.8 ในด้านหน่วยงานที่สังกัดของ ผู้รับบริการ พบว่า ผู้รับบริการส่วนใหญ่สังกัดหน่วยงาน Sale Service คิดเป็นร้อยละ 20.8 รองลงมาได้แก่ สังกัดหน่วยงาน Sale Building Market และ Project Engineering Center (PEC) ซึ่ง มีจำนวนใกล้เคียงกัน คิดเป็นร้อยละ 16.8 และร้อยละ 15.8 ตามลำดับ การรับรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการรับบริการต่อแผนก Field Services พบว่า ผู้รับบริการเกือบร้อยละ 60 ที่รู้จักและเคยใช้บริการในแผนก Field Services เป็นประจำ รองลงมา ได้แก่ รู้จักและเคยใช้บริการน้อยมาก คิดเป็นร้อยละ 30.7 และรู้จักแต่ไม่เคยใช้บริการ คิดเป็น ร้อยละ 8.9 ส่วนผู้รับบริการที่ไม่รู้จักเลย คิดเป็นร้อยละ 2 ความพึงพอใจเกี่ยวกับการรับบริการภายในองค์กรต่อแผนก Field Services ของบริษัทฯ และประโยชน์ที่คาดจะได้จากการรับบริการภายในองค์กรต่อแผนก Field Services ของบริษัทฯ พบว่า รูปแบบการบริการที่ได้รับบริการจากแผนก Field Services ร้อยละ 80 ที่รู้ว่าแผนก Field Services มีการให้บริการเกี่ยวกับงานบำรุงรักษาเชิงป้องกันอุปกรณ์ไฟฟ้าของบริษัทฯ และ ให้บริการเกี่ยวกับงานติดตั้งและทดสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าของบริษัทฯ รองลงมา รู้ว่าให้บริการเกี่ยวกับ งานแก้ปัญหาเบื้องต้นและตอบคำถามเกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้าของบริษัทให้กับลูกค้า คิดเป็นร้อยละ 60.4 ตามลำดับ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ลักษณ์ทางประชากรศาสตร์ด้านประสบการณ์ทำงาน หน่วยงานที่สังกัด และด้านสาขาวิชาที่สำเร็จการศึกษาที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ระดับการรับรู้ในเรื่อง การทำงานของแผนก Field Services ต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ส่วนในด้านปัจจัย ทางด้านประชากรศาสตร์ (ประสบการณ์ในการทำงาน หน่วยงานที่สังกัด สาขาวิชาที่สำเร็จ การศึกษา และอายุ) ต่อความพึงพอใจต่อการทำงานของแผนก Field Services นั้น พบว่า ปัจจัย ทางด้านประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกันส่งผลต่อความพึงพอใจต่อการรับบริการของแผนก Field Services กัน ข้อเสนอแนะจากการศึกษา องค์กรควรให้ความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพในการทำงาน ของพนักงานในแผนก Field Services ให้ดีขึ้น โดยการส่งเสริมการฝึกอบรมให้พนักงานมีความรู้ ความชำนาญในงานทำ เพื่อให้ผลการทำงานที่ออกมามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และส่งผลให้ผู้ ได้รับบริการเกิดความพึงพอใจมากยิ่งขึ้นด้วย
Description: การศึกษาอิสระ (บธ.ม.) (บริหารธุกิจ) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2553</description>
    <dc:date>2010-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5483">
    <title>การพัฒนาธุรกิจผลติอิฐบล็อกประสานของห้างหุ้นส่วนจำกัดก้าวไกลการช่าง</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5483</link>
    <description>Title: การพัฒนาธุรกิจผลติอิฐบล็อกประสานของห้างหุ้นส่วนจำกัดก้าวไกลการช่าง
Authors: อาทิตย์ อเนกชัชวาล; Athit Anekchatchawan
Abstract: ธุรกิจการทำอิฐบล็อกประสานเป็นธุรกิจใหม่ในวงการก่อสร้างของประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันมีคน รู้จักน้อยหรือเคยเห็นสินค้าแต่ไม่เคยทราบถึงชื่อที่ใช้ในการเรียกขาน ธุรกิจนี้เป็นการนำดินที่มีอยู่ทั่วไปมา พัฒนาโดยใช้องค์ความรู้ต่าง ๆ มาพัฒนา เพื่อใช้แทนวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ เช่นไม้ เป็นต้น และยังเป็น การช่วยเหลือด้านสิ่งแวดล้อมทางอ้อม เนื่องจากลดการตัดไม้ทำลายป่าและยังลดการใช้หินในการก่อสร้าง ด้วย ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก้าวไกลการช่างมองเห็นโอกาสในการพัฒนาช่องทางในการทำธุรกิจของตน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงระบบการบริหารพนักงาน ศึกษาและพัฒนาช่องทางในการทำธุรกิจเพิ่ม ศึกษาการจัดผังโรงงานใหม่และการควบคุมดูแลพนักงานในการผลิต และศึกษาแก้ไขปัญหาการผลิต อิฐบล็อกประสาน การศึกษาวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบวิธีเชิงคุณภาพ และ การสำรวจเก็บข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามแบบปลายเปิดในการสำรวจและสัมภาษณ์ โดยมีกลุ่มประชากร คือ ผู้บริหารและพนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัด ก้าวไกลการช่าง จำนวน 40 คน ผลการวิจัยได้พบปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับการบริหารและการผลิต ซึ่งสาเหตุของปัญหาสามารถ แบ่งออกตามสาเหตุหลักคือ คน วัตถุดิบ เครื่องจักร พื้นที่และกระบวนการผลิต และระเบียบภายในโรงงาน การผลิตอิฐบล็อกประสาน ผลการวิจัยครั้งนี้ยังพบประเด็นที่พิจารณาเป็นข้อเสนอแนะ สำหรับห้างหุ้นส่วนจำกัด ก้าวไกล การช่าง เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น คือ 1) ควรมีการหาพนักงานด้านการตลาด และการโฆษณา เพื่อมุ่งให้อิฐบล็อกประสานเป็นที่รู้จัก อย่างกว้างขวาง 2) ควรจัดพื้นที่ในการแสดงอิฐบล็อกประสาน และสินค้าอื่น ๆ ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ก้าวไกล การช่าง ให้เป็นที่สะดุดตาแก่ลูกค้าทั่วไป 3) ควรมีการฝึกอบรมพนักงานในด้านอาชีพอื่น ๆ ที่สามารถนำมาพัฒนาห้างหุ้นส่วนจำกัด ก้าวไกลการช่าง และยังช่วยพัฒนาพื้นที่อาศัยของพนักงานเมื่อกลับสู่ชุมชน
Description: การศึกษาอิสระ (บธ.ม.) (บริหารธุกิจ) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2553</description>
    <dc:date>2010-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5480">
    <title>ความพร้อมและการยอมรับในการจัดการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E- Learning) ของนักศึกษามหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5480</link>
    <description>Title: ความพร้อมและการยอมรับในการจัดการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E- Learning) ของนักศึกษามหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
Authors: อิทธิพร ปัญญาศิริ; Ittiporn Phanyasiri
Abstract: การเรียนรู้แบบออนไลน์ หรือ อีเลิร์นนิ่ง คือ การศึกษาเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต (Internet) หรืออินทราเน็ต (Intranet) เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนจะได้เรียนตาม ความสามารถและความสนใจของตน โดยเนื้อหาของบทเรียนซึ่งประกอบด้วยข้อความ รูปภาพ เสียง วิดีโอและมัลติมีเดียอื่น ๆ จะถูกส่งไปยังผู้เรียนผ่าน Web Browser โดยผู้เรียน ผู้สอน และ เพื่อนร่วมชั้นเรียนทุกคน สามารถติดต่อ ปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันได้เช่นเดียวกับ การเรียนในชั้นเรียนปกติ โดยอาศัยเครื่องมือการติดต่อ สื่อสารที่ทันสมัย เช่น E-mail Web Board Chat จึงเป็นการเรียนสำหรับทุกคน เรียนได้ทุกเวลาและทุกสถานที่ การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research)และใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วย แบบสอบถาม (Questionnaire) ซึ่งผู้ศึกษาได้ใช้มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เลขที่ 18/18 ถนนบางนา - ตราด กิโลเมตรที่ 18 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เป็น สถานที่ทำการศึกษา โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างประชากร โดยไม่อาศัยหลักความน่าจะเป็น (Non - Probability Sampling) เป็นการสุ่มตัวอย่างโดยไม่คำนึงถึงความน่าจะเป็นของประชากรแต่ ละหน่วยที่จะได้รับเลือก ซึ่งมีการแจกแบบสอบถามแก่กลุ่มตัวอย่างจำนวนทั้งหมด 420 ชุด ผล การศึกษาพบว่า 1. จากการศึกษาลักษณะด้านประชากรศาสตร์ และพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต พบว่า ผู้ตอบ แบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ส่วนใหญ่ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 ในด้านคณะที่ศึกษานั้น พบว่า ส่วนใหญ่ศึกษาอยู่คณะเภสัชศาสตร์ พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของกลุ่มตัวอย่างด้าน ความถี่ในการใช้อินเตอร์เน็ตนั้น พบว่า มากกว่าร้อยละ 60 ใช้อินเตอร์เน็ตทุกวัน ในด้านสถานที่ที่ ใช้อินเตอร์เน็ตกลุ่มตัวอย่างใช้อินเตอร์เน็ตที่บ้าน หอพัก 2. ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และ E-Learning ของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า นักศึกษาส่วน ใหญ่ มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นความรู้ทั่วไป การใช้โปรแกรมสำเร็จรูป และด้านระบบ เครือข่ายการใช้งานอินเทอร์เน็ต ด้านสื่อการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) พบว่า ส่วน ใหญ่เคยใช้สื่อการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) และส่วนใหญ่เคยใช้ในรูปแบบ มัลติมีเดีย ขั้นพื้นฐาน (ข้อความ ภาพนิ่ง)และกระดานถามตอบ (Web Board) 3. ความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) พบว่า ความพร้อมในด้านอุปกรณ์และสถานที่ ในด้านจิตใจอยู่ในระดับมาก ส่วนความพร้อมในด้าน เครือข่ายอินเทอร์เน็ตอยู่ในระดับปานกลาง 4.การยอมรับของนักศึกษาในการจัดการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการยอมรับในการจัดการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) อยู่ในระดับมาก 5. ในส่วนของการทดสอบสมมติฐานพบว่า 5.1 ลักษณะทางประชากรศาสตร์ที่มีผลต่อความพร้อมของนักศึกษาในการจัดการ เรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) 5.2 พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของนักศึกษาส่งผลต่อความพร้อมของนักศึกษาใน การจัดการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) 5.3 ความพร้อมมีความสัมพันธ์ต่อการรับรู้ในการจัดการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) ในระดับปานกลาง 5.4 การรับรู้มีความสัมพันธ์ต่อความสนใจในการจัดการเรียนการสอนผ่านสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) ในระดับปานกลาง 5.5 ความสนใจมีความสัมพันธ์ต่อการไตร่ตรองในการจัดการเรียนการสอนผ่านสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ (E-Leaming) ในระดับต่ำ 5.6 การไตร่ตรองมีความสัมพันธ์ต่อการทดลองใช้ในการจัดการเรียนการสอนผ่านสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) ในระดับต่ำ 5.7 การทดลองใช้มีความสัมพันธ์ต่อการยอมรับในการจัดการเรียนการสอนผ่านสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) ในระดับปานกลาง
Description: การศึกษาอิสระ (บธ.ม.) (บริหารธุกิจ) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2554</description>
    <dc:date>2011-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

