<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/1446">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/1446</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5408" />
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5405" />
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5404" />
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5401" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-04-14T08:01:42Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5408">
    <title>การวิเคราะห์แผนการจัดซื้อวัสถุดิบเพื่อการผลิตนมผงที่เหมาะสำหรับเด็ก</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5408</link>
    <description>Title: การวิเคราะห์แผนการจัดซื้อวัสถุดิบเพื่อการผลิตนมผงที่เหมาะสำหรับเด็ก
Authors: อัญชลาภรณ์ หนูงาม; Anchalaporn Boo-Ngam
Abstract: บริษัทกรณีศึกษา เป็นบริษัทผลิตนมผงสำหรับเด็กจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มาลงทุน จัดตั้งโรงงานในประเทศไทยเพื่อผลิตนมผงและเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออก ซึ่งมีสูตรนมผง สำหรับเด็กแรกเกิด จนถึง 1 ปี สำหรับเด็กอายุ6 เดือน จนถึง 3 ปี สำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป ผลิตภัณฑ์นมผงของบริษัทกรณีศึกษาจะอยู่ในรูปแบบของกระป๋องและซอง บริษัทกรณีศึกษามีกำลัง การผลิต ประมาณ 28,000 ตัน/ปี ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการได้ทั้งภายในประเทศ และ ต่างประเทศ ในสภาวการณ์ปัจจุบันตลาดนมผงสำหรับเด็กเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ในด้านนวัตกรรมเกี่ยวกับสารอาหารที่สามารถส่งเสริมให้เด็กมีการพัฒนาการด้านสมองและร่างกาย ที่แข็งไปพร้อมกัน ในขณะเดียวกันนมผงสำหรับเด็กเป็นสินค้าควบคุมโดยกรมการค้าภายในประเทศ การที่จะขึ้นราคาตามนวัตกรรมนั้นไม่สามารถทำได้อย่างอิสระ เพราะถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ดังนั้น ความได้เปรียบในการแข่งขันของตลาดนมผงสำหรับเด็กไม่ได้ขึ้นอยู่กับนวัตกรรมของนมผงเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการลดต้นทุนในการผลิตด้วยซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการจัดหาวัตถุดิบ และการ บริหารวัตถุดิบที่มีคุณภาพนั่นเอง กรณีศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและจำแนกหมวดสินค้าคงคลังประเภทวัตถุดิบ โดยระบบจำแนกหมวดเอบีซี 2) คำนวณหาปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด จุดสั่งซื้อใหม่ จำนวนครั้งที่ ควรสั่งซื้อต่อปี รอบเวลาการสั่งซื้อ และต้นทุนรวมที่ต่ำสุด ของสินค้าคงคลังประเภทวัตถุดิบใน หมวด เอ และ 3) เปรียบเทียบต้นทุนรวมของการสั่งซื้อที่เกิดขึ้นจริงกับการสั่งซื้อในปริมาณที่ ประหยัด ผลการศึกษา 1) การจำแนกหมวดสินค้าคงคลังประเภทวัตถุดิบโดยใช้ระบบ เอบีซี พบว่า สามารถจัดลำดับความสำคัญตามมูลค่าวัตถุดิบ โดยแบ่งเป็นกลุ่มเอ ได้ 6 รายการ กลุ่มบี ได้ 11 รายการ และกลุ่มซี ได้ 53 รายการ การจัดความสำคัญตามมูลค่าวัตถุดิบนี้ทำให้มุ่งให้ความสำคัญในการวางแผนการสั่งซื้อและควบคุมแก่วัตถุดิบดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง 2)ทำการคำนวณหาปริมาณการ สั่งซื้อที่ประหยัด และจำนวนครั้งที่ควรสั่งซื้อต่อปีพบว่าปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัดของกลุ่มเอ สูงขึ้นจาก 72 ครั้งต่อปี เป็น 149 ครั้งต่อปี 3) ผลการเปรียบเทียบต้นทุนรวมของการสั่งซื้อที่เกิดขึ้น จริงในปี พ.ศ. 2552 กับการสั่งซื้อในปริมาณที่ประหยัด พบว่าการสั่งซื้อแบบประหยัดสามารถช่วยลดต้นทุนรวมได้ถึง 3,070,573.20 บาท
Description: การศึกษาอิสระ (บธ.ม.) (การจัดการอุตสาหกรรม) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2554</description>
    <dc:date>2011-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5405">
    <title>การเพิ่มส่วนครองตลาด และยอดขาย : กรณีศึกษาบริษัท "A" Automotive Parts จำกัด</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5405</link>
    <description>Title: การเพิ่มส่วนครองตลาด และยอดขาย : กรณีศึกษาบริษัท "A" Automotive Parts จำกัด
Authors: อรุณี เงาะไพรวัลย์; Arunee Ngohphraiwan
Abstract: สืบเนื่องจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 ส่งผลกระทบทำให้ยอดจำหน่าย รถยนต์ภายในประเทศลดลงอย่างมากประมาณร้อยละ 40 ทำให้ยอดขายสินค้าของบริษัทซึ่งเป็น ชิ้นส่วนรถยนต์ลดลงตามไปด้วย และประกอบกับในปี พ.ศ. 2537 ได้มีคู่แข่งขันรายใหม่เข้ามาในตลาด ทำให้ส่วนครองตลาดของบริษัทลดลง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ดังนั้นจำเป็นต้องศึกษาเพื่อ หาสาเหตุที่ส่งผลกระทบทำให้บริษัทมีส่วนครองตลาด และยอดขายลดลง การศึกษาการเพิ่มส่วนครองตลาด และยอดขายของบรัท " A " AUTOMOTIVE PARTS จำกัด มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อน โดยการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน และวิเคราะห์โอกาส และอุปสรรค โดยการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก เพื่อค้นหาปัญหา และเสนอแนะกลยุทธ์หรือแนวทางการในการแก้ไขปัญหาเพื่อเพิ่มส่วนครองตลาด และยอดขาย ให้บริษัท ผลจากการศึกษาพบว่าส่วนครองตลาด และยอดขายของบรัท "A" AUTOMOTIVE PARTS จำกัด ลดลงมีสาเหตุสำคัญ 2 ประการคือ การตั้งราคาขายที่สูงกว่าคู่แข่งขัน และศักยภาพ ช่องทางการจัดจำหน่ายที่ด้อยกว่าคู่แข่งขัน จากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลของบริษัท และคู่แข่งขัน พบว่าปัญหาที่ทำให้บริษัทตั้งราคาสูงกว่าคู่แข่งขัน ได้แก่ต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่สูงกว่าคู่แข่งขัน และปัญหาทำให้ศักยภาพช่องทางการจัดจำหน่ายด้อยกว่าคู่แข่งขัน คือ ศักยภาพและประสิทธิภาพ ของทีมงานฝ่ายการตลาดด้อยกว่าคู่แข่งขัน บรษัท "A" AUTOMOTIVE PARTS จำกัด จำเป็น ต้องเร่งแก้ไขปัญหาเหล่านั้น เพื่อรักษาความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในตลาดชุดสายไฟรถยนต์ต่อไป ซึ่งจากการศึกษาผู้ศึกษาได้เสนอแนะแนวทางในการแก้ไขดังนี้ 1. การย้ายสายการผลิต (Production Line ) ไปยังบริษัทในเครือที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำกว่า คู่แข่งขัน และใกล้ลูกค้ามากกว่าคู่แข่งขัน 2. จ้าง Sub- Contractor ที่มีคุณภาพ และต้นทุนการผลิตต่ำกว่าคู่แข่งขัน 3. พิจารณาปรับปรุง เงินเดือน สวัสดิการ และการควบคุมดูแลเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด จากแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะส่งผลทำให้บริษัทสามารถสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน ในด้านต้นทุนการผลิต และเพิ่มศักยภาพช่องทางการจัดจำหน่ายของบริษัทได้
Description: ภาคนิพนธ์ (บธ.ม.) (บริหารธุรกิจ) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2544</description>
    <dc:date>2001-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5404">
    <title>การพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัท ไทยไทร์ จำกัด</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5404</link>
    <description>Title: การพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัท ไทยไทร์ จำกัด
Authors: อรทัย ปรมานุศิษฏ์; Oratai Poramanusit
Abstract: ภาคนิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งศึกษาถึงวิธีการปรับปรุงกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อเพิ่มยอดขาย และส่วนครองตลาดของบริษัท ไทยไทร์ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตยางรถยนต์ ยางรถบรรทุกใน ประเทศไทย บริษัทฯได้รับการรับรองระบบคุณภาพ ISO9002 เป็นรายแรก ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2512 กิจการมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งสภาวะเศรษฐกิจไทยตกต่ำเมื่อปี พ.ศ.2540 มีผลทำให้ยอดขายของบริษัทตกต่ำไปด้วย บริษัทฯจึงได้ออกนโยบายโดยมุ่งเน้นด้านการส่งออก ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทดีขึ้นในปี พ.ศ.2542 และ 2543 ตามลำดับ แต่ในขณะเดียวกันยอดขายสินค้าในประเทศ ยังคงชลอตัวไม่เติบโตไปตามตลาด วิธีการศึกษาคือการวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิและปฐมภูมิจากเอกสารตำรา บทความ ด้านอุตสาหกรรมตลาด เศรษฐกิจ และจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายและฝ่ายการตลาดของ บริษัทที่มีประสบการณ์มาเป็นเวลานาน ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาของบริษัท คือ 1. สภาพเศรษฐกิจอยู่ในระยะฟื้นตัว อำนาจในการซื้อของผู้บริโภคมีไม่มาก ทำให้ ผู้บริโภคตัดสินใจในการซื้อน้อย และช้าลงตามไปด้วย 2. การแข่งขันรุนแรง ทำให้ส่วนครองตลาดลดลง 3. พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากเดิมที่ลูกค้าเน้นด้านคุณภาพ ภาพลักษณ์ เป็น เน้นด้านราคา 4. โรงงานผลิตรถยนต์ชลอการผลิตและได้เน้นแนวทางแก้ไขดังนี้ 1. กำหนดส่วนลดในราคาขายให้ผู้แทนจำหน่ายมากขึ้น เพื่อสามารถแข่งขันใน ตลาดแต่ยังคงรักษาระดับกำไรอยู่ 2. จัดทำการส่งเสริมการขาย เช่น การโฆษณา เพื่อสร้างภาพพจน์ที่ดีให้กับผู้บริโภค ทำการประชาสัมพันธ์ถึงคุณภาพ และเทคโนโลยีที่ใช้กับสินค้าทั้งนี้คาดการณ์ว่า จะทำให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้
Description: ภาคนิพนธ์ (บธ.ม.) (บริหารธุรกิจ) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2544</description>
    <dc:date>2001-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5401">
    <title>ปัจจัยที่มีผลต่อการประกอบธุรกิจหอพักสำหรับนักศึกษา : กรณีศึกษาธุรกิจหอพักเอกชนบริเวณรอบมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5401</link>
    <description>Title: ปัจจัยที่มีผลต่อการประกอบธุรกิจหอพักสำหรับนักศึกษา : กรณีศึกษาธุรกิจหอพักเอกชนบริเวณรอบมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
Authors: อภิรดี มีใจสืบ; Apiradee Meechaisueb
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงความต้องการของตลาดด้านห้องพัก ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนในธุรกิจหอพักเอกชน การบริหารจัดการด้านการเงินและด้านอื่นๆ การ ให้บริการในธุรกิจหอพักเอกชน และ สำรวจความพึงพอใจของนักศึกษาผู้ใช้บริการหอพักเอกชน โดยทำการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ซึ่งประกอบด้วย ผู้ประกอบการธุรกิจหอพักเอกชน บริเวณรอบมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นหอพักพันธมิตร โดยมีจำนวนรวมทั้ง 10 แห่ง และทำการเก็บข้อมูลผู้ประกอบการซึ่งเป็นธุรกิจอพาร์ตเมนท์ให้เช่า ซึ่งเปิดให้บริการบริเวณ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ 1 แห่ง โดยทำการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ และนำมา บรรยายความ และทำการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิม พระเกียรติ โดยการแจกแบบสอบถาม 100 ชุด โดยมีผลการศึกษาดังนี้ผลการศึกษาพบว่า 1. กลุ่มตัวอย่างจำนวน 100 ตัวอย่าง มีความพึงพอใจในระดับปานกลางต่อหอพักเอกชน 2. จากการสอบถามกลุ่มตัวอย่าง 100 ตัวอย่าง พบว่ามี 49 ตัวอย่างที่เคยพักอยู่ทั้งใน หอพักมหาวิทยาลัยและหอพักเอกชน 3. ความต้องการของตลาดด้านห้องพัก พบว่าปัจจุบันนี้มีจำนวนผู้เข้าพักอาศัยอยู่ใน หอพักเอกชนโดยเฉลี่ย 70 เปอร์เซ็นต์ (1,813 คน) ทำให้ยังมีที่ว่างรองรับผู้เช่าได้อีก 4. หากมหาวิทยาลัยก่อสร้างหอพักนักศึกษาเพิ่มเติม กลุ่มตัวอย่างจำนวนมากปฏิเสธใน การเข้าพักในหอพักของมหาวิทยาลัย เนื่องจากต้องการความเป็นส่วนตัว หอพักมหาวิทยาลัยมีกฎระเบียบมาก และต้องการความเป็นอิสระ 5. หอพักในอุดมคติ ที่ผู้เช่าพักต้องการ ประกอบด้วย ต้องการมีห้องน้ำส่วนตัว มีการ รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง มีโทรศัพท์สายตรงในห้อง สามารถเลือกผู้พักอาศัยร่วมเอง ได้ และต้องการให้ญาติเข้ามาพักอาศัยเป็นการชั่วคราวได้ 6. หอพักเอกชนให้ความพึงพอใจแก่ผู้เช่าเท่ากับหอพักมหาวิทยาลัย
Description: ภาคนิพนธ์ (บธ.ม.) (บริหารธุรกิจ) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2546</description>
    <dc:date>2003-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

