<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/3">
    <title>DSpace Community: คณะพยาบาลศาสตร์ /Faculty of Nursing</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/3</link>
    <description>คณะพยาบาลศาสตร์ /Faculty of Nursing</description>
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6035" />
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6034" />
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6032" />
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6027" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-08-03T14:04:54Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6035">
    <title>โรคหลอดเลือดสมอง : ท่านเสี่ยงหรือไม่</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6035</link>
    <description>Title: โรคหลอดเลือดสมอง : ท่านเสี่ยงหรือไม่
Authors: สุนีย์ กิจศิริเจริญชัย; Sunee Kitsiricharoenchai</description>
    <dc:date>2003-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6034">
    <title>ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6034</link>
    <description>Title: ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย
Authors: ทวีศักดิ์ กสิผล; Taweesak Kasiphol</description>
    <dc:date>2003-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6032">
    <title>การพัฒนารูปแบบการดูแลตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สังกัดกรมสามัญศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานคร</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6032</link>
    <description>Title: การพัฒนารูปแบบการดูแลตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สังกัดกรมสามัญศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานคร
Authors: บงกช โมระสกุล; สุนีย์ กิจศิริเจริญชัย; พรศิริ พันธสี; วิชุดา กิจธรธรรม; Bongkoch Morasakul; Sunee Kitsiricharoenchai; Pornsiri Pantasri; Wichuda Kijtorntham
Abstract: การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลตนเองของนักเรียน ศึกษาความรู้ ความสามารถและพฤติกรรมสุขภาพในการดูแลตนเองของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สังกัดกรมสามัญศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนขนาดใหญ่ 1 โรง จำนวน 24 คน และโรงเรียนขนาดเล็ก 1 โรง จำนวน 27 คน โดยรูปแบบการดูแลตนเองประกอบด้วยเรื่องการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การพักผ่อนนอนหลับ การขับถ่าย การทำความสะอาดร่างกาย การเปลี่ยนแปลงทางด้านกายวิภาคและสรีระวิทยาในวัยรุ่น การมีเพศสัมพันธ์และความรู้เรื่องเพศศึกษาและคุมกำเนิด การเสพสิ่งเสพติดและความรู้เรื่องสิ่งเสพติด การดูแลตนเองเมื่อเจ็บป่วย การดูแลสุขภาพจิตของตนเอง การป้องกันโรคและอุบัติเหตุต่าง ๆ ผลการวิจัยภายหลังการใช้รูปแบบการดูแลตนเอง พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีคะแนนเฉลี่ยความรู้ ความสามารถ และพฤติกรรมสุขภาพในการดูแลตนเองสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.005 ซึ่งเป็นผลจากการใช้รูปแบบการดูแลตนเอง จากการวิจัยครั้งนี้สรุปว่า การเสริมสร้างการดูแลตนเองจะทำให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความรู้ ความสามารถและพฤติกรรมสุขภาพในการดูแลตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้มีภาวะสุขภาพที่ดี จึงควรให้มีการสนับสนุนในการนำรูปแบบการดูแลตนเองของนักเรียนไปประยุกต์ใช้ในระดับต่าง ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน ซึ่งจะเจริญเติบโตเป็นกำลังของชาติต่อไป; The quasi-experimental research aims to develop a good pattern of self-care for students. The methodology of the study is to observe the knowledge, ability and behavior in relation to self-care of fifty – one Mathayom Suksa 4, in which twenty-four students were randomly selected from a large school and another twenty – seven students were randomly selected from a small school, under the Department of General Education, within Bangkok. The study takes into account the following factors : nutrition, exercise, resting and sleeping, excretion hygiene, personal hygiene, anatomy and physical changes in adolescent, sexual behavior, sex education and birth control, narcotics consumption and knowledge on narcotics, maintaining of physical and mental health, and disease and accident prevention. The result of this study indicates that the pattern of self-care employed helped the students significantly improve their knowledge, ability, and behavior of self-care, to the level of 0.05. This study concludes that the self-care pattern can improve knowledge, ability, and self-care behavior of Mathayom Suksa 4 students. It is, therefore, should be further applied to students in different levels to improve their quality of life and become an importance force of the nation in the future.</description>
    <dc:date>2003-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6027">
    <title>ภาวะสับสนอย่างเฉียบพลัน : มุมมองใหม่ในการป้องกันดูแล</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6027</link>
    <description>Title: ภาวะสับสนอย่างเฉียบพลัน : มุมมองใหม่ในการป้องกันดูแล
Authors: อรพินท์ สีขาว; Orapin Sikao
Abstract: ภาวะสับสนอย่างเฉียบพลัน เป็นอาการผิดปกติชั่วคราวของการนึกคิด โดยมักจะพบในผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคประจำตัวหลายโรค สาเหตุ เชื่อว่ามาจากหลายปัจจัย ได้แก่ 1) สาเหตุที่กระทำต่อสมองโดยตรงหรือมีการรบกวนระบบทางสรีรวิทยา 2) การรบกวนทางภาวะจิตใจ 3) การรบกวนจากสิ่งแวดล้อมภายนอก 4) การรบกวนทางเภสัชวิทยาจากการใช้ยาหลายชนิด ผู้ป่วยจะแสดงอาการออกมาหลายรูปแบบ เช่น มีการเคลื่อนไหวมากขึ้น หรือลดลง หรือทั้งสองแบบผสมกัน มีการเปลี่ยนแปลงด้านการนึกคิด สมาธิ อารมณ์ การรับรู้เวลา สถานที่ ความจำ&#xD;
ในการประเมินผู้ป่วย พยาบาลควรใช้ทักษะการสังเกต การสัมภาษณ์ และการทดสอบความนึกคิด เชาว์ปัญญา การรับรู้ การแปลความหมาย และการสร้างปฏิสัมพันธ์ของผู้ป่วย โดยมองผู้ป่วยอย่างเป็นระบบเปิด และประเมินผู้ป่วยตามบริบทและสภาพแวดล้อมของผู้ป่วย พยายามหาสาเหตุที่เฉพาะเจาะจง จากนั้นจึงวางแผนการพยาบาลที่มีความเป็นไปได้ มีเป้าหมาย มีกิจกรรม และมีส่วนร่วมของทีมการพยาบาล มีการบันทึกและประเมินสภาพผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง&#xD;
บทบาทที่สำคัญอีกประการหนึ่งของพยาบาล ได้แก่ การป้องกันและเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง โดยการเตรียมผู้ป่วยชี้แจงให้ผู้ป่วยเข้าใจ ให้ความกระจ่างในการพยาบาล หรือสิ่งแวดล้อม ให้การสัมผัส และติดตามผลการตอบสนองของผู้ป่วย นอกจากนี้พยาบาลควรต้องเรียนรู้การใช้เทคนิคเฉพาะด้านในการช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาต่างๆ เช่น มีความนึกคิดบกพร่อง ประสาทหลอน ตื่นตระหนก สูญเสียความทรงจำ เป็นต้น</description>
    <dc:date>2003-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

