<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/56">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/56</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5744" />
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/3908" />
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/3907" />
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/3887" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-07-09T01:55:44Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5744">
    <title>การประเมินหลักสูตรศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการสื่อสารภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง (หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2564) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5744</link>
    <description>Title: การประเมินหลักสูตรศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการสื่อสารภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง (หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2564) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
Authors: จันทร์สุดา ไชยประเสริฐ; พัชรินทร์ บูรณะกร; วีรวัฒน์ อินทรพร; Jansuda Chiprasert; Patcharin Buranakorn; Weerawat Intaraporn
Abstract: การวิจัยประเมินหลักสูตรศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการสื่อสารภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง (หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2564) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินหลักสูตรศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการสื่อสารภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง (หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2564) โดยใช้รูปแบบการประเมินซิป (CIPP Model) ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ ด้านบริบท ปัจจัย นำเข้า กระบวนการ และผลผลิต รวมถึงการสำรวจความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อการ พัฒนาหลักสูตรตามแนวทาง OBE กลุ่มตัวอย่างผู้ใช้บัณฑิต ศิษย์เก่า ผู้เรียนในอนาคต (จบปริญญาโท แล้ว) ศิษย์ปัจจุบัน อาจารย์ และผู้ทรงคุณวุฒิ รวม 71 คน ทั้งในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชน จีน ผลการวิจัยพบว่า ด้านบริบท (Context): หลักสูตรมีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และเอกลักษณ์ ด้านจีนศึกษาของมหาวิทยาลัยในระดับสูง มุ่งเน้นการผลิตดุษฎีบัณฑิตที่มีความเชี่ยวชาญการสื่อสาร ข้ามวัฒนธรรมไทย-จีน สอดคล้องกับปณิธาน "เรียนรู้เพื่อรับใช้สังคม" และความต้องการบุคลากรใน ยุคประชาคมอาเซียน ด้านปัจจัยนำเข้า (Input) คณาจารย์ประจำหลักสูตรมีคุณวุฒิระดับปริญญาเอก ร้อยละ 100 และได้รับคะแนนประเมินความพึงพอใจจากนักศึกษาในระดับมากที่สุด (5.00) ด้าน ปัจจัยสนับสนุนการเรียนรู้พบว่าระบบห้องสมุดออนไลน์ (MS Teams) และระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ตมีความพร้อมและเพียงพอต่อการค้นคว้าในระดับมากที่สุด ด้านกระบวนการ (Process): มีระบบการบริหารจัดการตามกรอบ TQF ที่เข้มแข็ง จุดเด่นที่สำคัญคือการให้คำปรึกษาที่ใกล้ชิด (5.00) และกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติจริงผ่านการออกภาคสนาม (Fieldwork) ทุกภาคการศึกษา เพื่อสร้างทักษะการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้านผลผลิต (Product) บัณฑิตสำเร็จ การศึกษาตามแผนร้อยละ 100 มีอัตราการได้งานทำร้อยละ 100 โดยเข้าสู่ตำแหน่งอาจารย์ ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนและตำแหน่งบริหารในภาคเอกชน บัณฑิตมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นคือความ ขยันอดทนแบบจีนผสมผสานความอ่อนน้อมแบบไทย และมีสมรรถนะการวิจัยระดับสูงเป็นที่ยอมรับ ของผู้ใช้บัณฑิตในระดับมากที่สุด (4.80) ด้านความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ส่วนใหญ่ต้องการ ให้ปรับปรุงชื่อปริญญาเป็น "ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต" (Ph.D.) เพิ่มทักษะการเขียนบทความวิจัยระดับ สากล และเสริมสมรรถนะวิชาชีพด้านการเป็นล่ามและการแปลไทย-จีน ข้อเสนอแนะ หลักสูตรควรดำเนินการปรับปรุงในปี พ.ศ. 2569 โดยมุ่งเน้นการออกแบบย้อนกลับ (Backward Design) เพื่อกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ (PLOs) ที่สะท้อนสมรรถนะสากล การบูรณาการเทคโนโลยี AI ในงานวิจัย และการสร้างเครือข่ายศิษย์เก่าระดับนานาชาติเพื่อความยั่งยืนของหลักสูตร; Curriculum Evaluation of the Doctor of Arts Program in Communicative Thai as a Second Language (New Program 2021), Faculty of Liberal Arts, Huachiew Chalermprakiet University. This research aims to evaluate the Doctor of Arts Program in Communicative Thai as a Second Language (New Program 2021) using Stufflebeam’s CIPP Model, encompassing four dimensions: Context, Input, Process, and Product. The study also investigates stakeholder needs to enhance the curriculum in accordance with Outcome-Based Education (OBE) principles. The sample group consisted of 15 experts, faculty members, and current students; 24 graduates; and 15 employers. Furthermore, focus group discussions were conducted with a total of 71 stakeholders from various institutions across both the Kingdom of Thailand and the People's Republic of China. The research findings are as follows: Context (C): The program demonstrates high alignment with the university’s vision and its unique identity in Chinese Studies. It successfully focuses on producing doctoral graduates with expertise in Thai-Chinese cross-cultural communication, adhering to the institutional philosophy of "Learning to Serve Society" while addressing the demand for specialized personnel in the ASEAN community. Input (I): 100% of the program's faculty members hold doctoral degrees, achieving the highest level of student satisfaction (5.00). Regarding learning support resources, the online library system (MS Teams) and high-speed internet infrastructure were rated as highly sufficient and effective. Process (P): The program maintains robust administrative mechanisms in compliance with the Thai Qualifications Framework (TQF). A significant highlight is the exemplary academic advising system (5.00) and a learner-centered instructional approach that emphasizes practical fieldwork every semester to develop advanced qualitative research competencies. Product (P): The program achieved a 100% on-time graduation rate and a 100% employment rate. Graduates have secured prestigious positions as faculty members in leading Chinese universities and executive roles in the private sector. The graduates' identity is characterized by a unique blend of Chinese diligence and Thai politeness, coupled with high research proficiency recognized by employers at the highest level (4.80). Stakeholder Needs: There is a significant demand to rename the degree to "Doctor of Philosophy" (Ph.D.) to enhance international recognition. Additionally, stakeholders emphasized the need for advanced international research writing skills and professional-level Thai-Chinese interpreting and translation competencies. Recommendations: The upcoming 2026 curriculum revision should adopt a "Backward Design" approach to redefine Program Learning Outcomes (PLOs) that reflect global competencies. This includes integrating Artificial Intelligence (AI) into research processes and establishing an international alumni network to ensure long term program sustainability.
Description: การวิจัยนี้ได้รับทุนอุดหนุนจากมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ปีการศึกษา 2567</description>
    <dc:date>2026-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/3908">
    <title>คำศัพท์ไทย-อังกฤษ สำหรับติดต่อราชการและการประชุมระหว่างประเทศ</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/3908</link>
    <description>Title: คำศัพท์ไทย-อังกฤษ สำหรับติดต่อราชการและการประชุมระหว่างประเทศ
Authors: จิรประภา อัครบวร; วัลลภ ใหญ่ยิ่ง; บรรจบ ปิยมาตย์; Chiraprapha Akaraborworn; Wullop Yaiying; Banjob Piyamat
Description: สารบัญ: หมวดบริหารราชการแผ่นดิน -- หมวดการจัดทำงบประมาณ -- หมวดการเขียนหนังสือราชการ -- หมวดการประชุมระหว่างประเทศ -- ตัวย่อที่เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน -- ตัวอย่างบทสนทนาที่จำเป็นในการประชุมในบริบทอาเซียน</description>
    <dc:date>2014-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/3907">
    <title>การพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชนสำหรับพระสงฆ์และผู้แทนชุมชน เพื่อส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: กรณีศึกษา วัดบัวโรย อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/3907</link>
    <description>Title: การพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชนสำหรับพระสงฆ์และผู้แทนชุมชน เพื่อส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: กรณีศึกษา วัดบัวโรย อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ
Authors: บรรจบ ปิยมาตย์; Banjob Piyamat
Abstract: งานวิจัย เรื่องการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชนสำหรับพระสงฆ์และผู้แทนชุมชน เพื่อส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: กรณีศึกษาวัดบัวโรย อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรสาคร มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาระดับความสำคัญ ปัญหาและความต้องการต่อการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสำหรับพระสงฆ์และผู้แทนชุมชน 2) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกเสริมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสำหรับพระสงฆ์และผู้แทนชุมชนและ 3) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความสามารถด้านทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของกลุ่มเป้าหมายก่อนและหลังใช้คู่มือแบบฝึกเสริมทักษะการใช้ภาษาอังฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชน โดยใช้วิธีการหลายแบบทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์การวิจัย ได้แก่ ทดสอบก่อนและหลังการฝึกอบรม (Pretest, Posttest) การตอบแบบสอบถาม (Questionnaire) การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept Interview) กับกลุ่มเป้าหมายจำนวน 10 คน ประกอบดวยผู้อำนวยการและครูโรงเรียนวัดบัวโรย ข้าราชการและพนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ&#xD;
ผลการวิจัยด้านความสำคัญ ปัญหาและความต้องการต่อการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชน พบว่า 1) ความต้องการปรับปรุงทักษะด้านภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่  ทักษะการฟัง (Listening Skill) การพูด (Speaking Skill) การอ่าน (Reading Skill) การเขียน (Writing Skill)  และไวยากรณ์ (Grammar Skill) ของกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 10 คน โดยรวมอยู่ในระดับมากมีคะแนน มีค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 2.92 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 2.06&#xD;
ผลการวิจัยด้านความต้องการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษาเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชน โดยแยกสำรวจตามทักษะทางภาษาแต่ละด้าน พบว่า ทักษะด้านไวยากรณ์ มีความต้องการพัฒนาปรับปรุงมากที่สุดมีค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 3.5 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.67 รองลงมา คือ ทักษะการเขียน และทักษะการพูด มีค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 2.9 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.70 เท่ากัน ขณะที่ทักษะการฟัง มีค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 2.7 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.64 และทักษะการอ่าน มีค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 2.6 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (S.D.) = 0.66 มีระดับความต้องการปรับปรุงต่ำสุดเมื่อเทียบกับทักษะด้านอื่น ๆ จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมายมีปัญหาและความต้องการพัฒนาปรับปรุงทักษะด้านไวยากรณ์ (Grammar) ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ทักษะการเขียน (Writing) และทักษะการพูด (Speaking) ขณะที่ทักษะการฟัง (Listening) และทักษะการอ่าน (Reading) กลุ่มเป้าหมายมีความต้องการพัฒนาปรับปรุงน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับทักษะด้านอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ&#xD;
ผลการวิจัยด้านระดับความสำคัญของทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน และไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับกลุ่มเป้าหมายจำนวน 10 คน พบว่ามีคะแนนระดับความสำคัญที่ค่าคะแนนเฉลี่ย  x̄ = 3.16 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 1.96 ซึ่งแสดงว่ากลุ่มเป้าหมายให้ความสำคัญทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน และไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในระดับมาก ผลการวิจัยด้านระดับความสำคัญของทักษะภาษาอังกฤษต่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชน แยกตามทักษะแต่ละด้าน พบว่า ทักษะการฟัง (Listening) เป็นทักษะที่ผู้เข้าอบรมเห็นว่ามีความสำคัญมากที่สุด มีค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 3.6 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.66 รองลงมาคือ ทักษะการพูด (Speaking) มีค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 3.4 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.92 ทักษะการอ่าน (Reading) และทักษะการเขียน (writing) มีค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 3.1 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐน (S.D.) = 1.04 เท่ากัน ส่วนทักษะด้านไวยากรณ์ (Grammar) มีระดับความสำคัญน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับทักษะด้านอื่น ๆ ที่ค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 2.6 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 1.28 แสดงให้เห็นว่าซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ข้อที่ 1&#xD;
ผลการวิจัยด้านระดับความจำเป็น และระดับปัญหาต่อรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในการฝึกอบรมหลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ของกลุ่มเป้าหมายจำนวน 10 คน พบว่ากลุ่มเป้าหมายมองว่ากิจกรรมดังกล่าวมีความจำเป็นในระดับมากที่สุด มีค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 3.81 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 1.80 ส่วนระดับปัญหา มีค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 3.4 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 1.0&#xD;
จากผลการวิจัยดังกล่าวข้างต้นนี้จึงสรุปได้ว่า กลุ่มเป้าหมายเห้นว่าทักษะทางภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณะชุมชนมีความสำคัญและมีความจำเป็นอยู่ในระดับมาก และกลุ่มเป้าหมายระบุว่ามีความต้องการพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของตนเองในระดับมาก โดยพบว่าทักษะด้านไวยากรณ์ คือ ทักษะที่กลุ่มเป้าหมายมีปัญหาในการใช้มากที่สุด ส่วนทักษะด้านการพูดเป็นทักษะที่มีความต้องการพัฒนาปรับปรุงมากที่สุด และกลุ่มเป้าหมายระบุว่า กิจกรรมการฝึกทักษะดังกล่าวมีความจำเป็นในระดับมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ข้อที่  &#xD;
ผลการวิจัยด้านการพัฒนาคู่มือแบบฝึกหัดการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณะชุมชนสำหรับพระสงฆ์และผู้แทนชุมชน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กรณีศึกษาวัดบัวโรย ผลการวิจัยพบว่า ขั้นตอนการจัดทำคู่มือแบบฝึกหัดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ประกอบด้วย 1) สำรวจข้อมูลอัตลักษณะชุมชน 2) สำรวจความสำคัญ ปัญหา และความต้องการของกลุ่มเป้าหมายต่อการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชน 3) สนทนากับผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อหาแนวทางจัดทำคู่มือแบบฝึก 4) จัดทำคู่มือแบบฝึกตามข้อมูลที่รวบรวมได้มา 5)  ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจประเมินคู่มือแบบฝึก 6) ปรับแก้คู่มือแบบฝึกตามข้อเสนอของผู้ทรงคุณวุฒิ 7) นำคู่มือแบบฝึกไปทดลองใช้กับกลุ่มเป้าหมาย ปัจจัยที่ส่งผลให้การจัดคู่มือแบบฝึกทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณะชุมชนประสบความสำเร็จ คือ การให้ความสำคัญกับการนำเสนออัตลักษณ์ชุมชนทั้ง 4 ด้าน ดังกล่าวข้างต้น และคู่มือแบบฝึกได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิถึงความถูกต้องเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีความพึงพอใจในคู่มือแบบฝึกการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชน ในระดับมากที่สุด ที่ค่าคะแนนเฉลี่ย 4.55&#xD;
จากผลการประเมินดังกล่าวสรุปได้ว่า คู่มือแบบฝึกทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชน มีความเหมาะสมและสามารถใช้ประกอบการอบรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผลการประเมินความพึงพอใจต่อการจัดหลักสูตรฝึกอบรม แสดงให้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมายมีระดับความพึงพอใจต่อการจัดฝึกอบรมทุกด้านที่ค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 4.58 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ 2.60 ถือว่ามีระดับความพึงพอใจที่ระดับมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ข้อที่ 2&#xD;
ผลการวิจัยด้านการศึกษาเปรียบเทียบสัมฤทธิผลการใช้คู่มือแบบฝึกทักษะการใช้ภษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชน พบว่าคะแนนเฉลี่ยสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมายก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย x̄ = 29.0 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 4.92 และคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย x̄ = 35.80 และมีส่วนเฉลี่ยเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 5.22 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเมื่อกลุ่มเป้าหมายผ่านการฝึกอบรมด้วยการใช้คู่มือแบบฝึกทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชนแล้ว มีพัฒนาการหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ข้อที่ 3&#xD;
จากผลการวิจัยดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปได้ว่า การนำคู่มือแบบฝึกทักษะการใช้ภาษาอังกฤาเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชนไปใช้จัดการฝึกอบรมมีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐานและมีความแตกต่างทางนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ระหว่างก่อนและหลังการใช้คู่มือแบบฝึก ทั้งนี้การสร้างคู่มือแบบฝึกการใช้ภาษาอังกฤษในงานวิจัยชิ้นนี้ มีกระบวนการที่ให้ความสำคัญกับการสำรวจปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายก่อน จากนั้นมีการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาอังกฤษและการท่องเที่ยว จนได้เนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสมครอบคลุมอัตลักษณะชุมชนวัดบัวโรย 4 ด้าน ได้แก่ 1) อัตลักษณะด้านประวัติศาสตร์วัดบัวโรย (Historical Significance) 2) อัตลักษณ์ด้านกิจกรรมและประเพณีและคุณค่าทางสังคม (Social Significance) 3) อัตลักษณ์ด้านคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ของวัดบัวโรย (Aesthetic Significance) 4) อัตลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมวัดบัวโรย (Environmental Significance) จึงทำให้กลุ่มเป้าหมายได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและคุณภาพคู่มือแบบฝึกอยู่ในระดับดีมาก ที่ค่าคะแนนเฉลี่ย 4.55; This research is entitled ‘The Development of English Skills for Identity and Meaning Communications for Buddhist Monks and Community’s Representation to Promote Cultural Tourism: A Case Study of Bua Roi Temple, Bang Saothong District, Samutprakarn Province’. It was a mixed research methods; Qualitative and Quantitative studies for data collection with three main objectives as follows: 1) To study the significance, problems and necessity of English Skills Development for Buddhist Monks and Community’s Representatives to promote Cultural Tourism, 2) To develop the training handbook of English for Communication Skills to promote Cultural Tourism, and 3) To compare the learning achievement in English Communication Skills of the participants after completion of the training course by using the developed handbook. &#xD;
The research sample group consisted of 10 participants who are 1 school director and 5 teachers at Wat Roi Primary School, 4 representatives of Bang Saothong Sub-district Administrative Office, Samutprakan Province. They were purposively selected to attend this experimental research. The research instruments for data collection were questionnaires, achievement tests (pre-test and post-test) semi-structure interview protocol, and lesson plans. The data was analyzed by ways of percentages, mean, and inferential statistic using t-test and f-test. As the significant statistics used for analyzing data is at 0.005 level. The results of this research were as follows:&#xD;
1. In response to the research question number 1 concerning the importance, problem and necessity of English for Communication Skills, the results showed that 1) the participants were satisfied with the importance and necessity of English for Communication Skills Development, the results showed that 1) the participants were satisfied with the importance and necessity to develop their English communications skills; listening, speaking, reading, writing and grammar for identity and meaning communications. The findings indicated their satisfactory with the average x̄ = 2.92 and S.D. = 2.06. In each language skill, the results revealed that, grammar skill was in the higher demand for development ) (x̄ = 3.5, S.D. = 0.67), writing and speaking skills gained next (x̄ = 2.9, S.D. = 0.64), listening skill reflected x̄ = 2.7, S.D. = 0.64, and reading skill showed the lowest need in development by the statistical result x̄ = 2.6, S.D. = 0.66. The participants had very high appreciation upon the training activities formal and its importance (x̄ = 3.81, S.D. = 1.80) while the problem considered as x̄ = 3.4 and S.D. = 1.0.&#xD;
From the above findings, it was possibly assumed that the participants attached great importance to the English for communication skills development. The statistics supported that self-development in English for communication skills were highly needed among 10 participants. Grammar became their utmost problem in using English for communications. Meanwhile, they considered speaking skill was the most wanted one to be developed. They appreciated all the provided training activities which matched their need the most. These were also consistent with the research objective number 1.&#xD;
2. The research results in the preparation of English for  Communication Handbook indicated that the training handbook covered the identity of Bua Roi Temple community in 4  main aspects: 1) Historical Significance, 2) Social Significance, 3) Aesthetic Significance, and 4) Environment Significance, respectively. The expert committee had a very high satisfactory for the handbook with an average point of 4.55. From the results, it showed that the handbook was highly appropriated for the instruction. Also, the participant’s feedback from the program came out in the highest satisfactory with x̄ = 4.58 and S.D. = 2.60.&#xD;
In conclusion, the designed creative training handbook had been proved to meet the standardized efficient method. This was consequently processed of the creation of the training handbook which focused on the following effective processes. Firstly, surveying the problems and requirements of the targeted group in terms of English for  communication skills and knowledges of their community identity. Secondly, group discussions with the experts concerning of teaching English for communications, English for Hotel and Tourism, and English for Presentation. The discussions were held to scope the contents and methodology responding to the require syllabus, the lectures teaching the above-mentioned courses and experts integrated their sciences in working groups discussion. As a result, the efficient and unique training handbook had been created for efficient English learning for Communication Skills for meanings and identity communication. The result was in consistent with the objective number 2.&#xD;
3. The research results on the comparison of learning achievement in English Communication Skills of the participants after completion of the training course by utilizing the developed handbook were found that the participants had significantly increased their knowledge and skills in English for communications skills after taking parts of the training program. The average evaluation below was before and after the program: x̄ = 29.0, x̄ = 35.80 S.D. = 4.92, S.D. = 5.22. The assessment came out in a very positive satisfactory with average x̄ = 4.55.&#xD;
The research results on the understanding of identify in the Bua Roi Temple Community had exceedingly changed after the training program; from x̄ = 3.50, S.D. = 1.35 to x̄ = 13.10, and S.D. = 0.74. The results also revealed the highest satisfaction from participants after the program with the average x̄ = 4.54 and SD = 2.57. The statistical level of 0.5 implied significant change of development, which was consistent with the objective number 3.</description>
    <dc:date>2023-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/3887">
    <title>การพัฒนาสื่อวิทยุโทรทัศน์เพื่อการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ออำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/3887</link>
    <description>Title: การพัฒนาสื่อวิทยุโทรทัศน์เพื่อการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ออำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
Authors: กิตติพงษ์ พุ่มพวง; พัชรินทร์ บูรณะกร; Kittipong Phumpuang; Patcharin Buranakorn
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสื่อวิทยุโทรทัศน์ด้านการสื่อสารเพื่อการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก และเพื่อนำสื่อวิทยุโทรทัศน์ด้านการสื่อสารเพื่อการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ไปเผยแพร่แก่เยาวชน ผลการวิจัยพบว่า&#xD;
ตอนที่ 1 การพัฒนาสื่อวิทยุโทรทัศน์ด้านการสื่อสารเพื่อการใช้ประโยชน์จากการวิจัยด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก การนำงานวิจัยของ สกว. 2 เรื่อง ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก มาเป็นเนื้อหาสำคัญในการสร้างสื่อวิทยุโทรทัศน์ โดยกำหนดสื่อวิทยุโทรทัศน์ออกเป็น 4 ตอน ดังนี้&#xD;
ตอน 1 อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า&#xD;
ตอน 2 วิถีชีวิตที่ยั่งยืนตามรอยปราชญ์แห่งแผ่นดิน (วิถีชีวิตเกษตรพอเพียงหมู่บ้านร่องกล้า)&#xD;
ตอน 3 วัฒนธรรมม้ง หมู่บ้านร่องกล้า&#xD;
ตอน 4 วิถีชีวิตบ้านห้วยน้ำไซ (การอยู่ร่วมกันของชาวม้ง หมู่ 15, 16 และชาวไทย หมู่ 17)&#xD;
ค่าเฉลี่ยผลการประเมินคุณภาพสื่อวิทยุโทรทัศน์ของทั้ง 4 ตอน อยู่ในระดับมาก (4.14)&#xD;
ตอนที่ 2 การนำสื่อวิทยุโทรทัศน์ด้านการสื่อสารเพื่อการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ไปเผยแพร่แก่เยาวชน&#xD;
กลุ่มที่ 1 เยาวชนในพื้นที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ได้แก่ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาในโรงเรียนพื้นที่ ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโก จำนวน 3 โรงเรียน สรุปผลประเมินการรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (4.53)&#xD;
กลุ่มที่ 2 เยาวชนนอกพื้นที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ได้แก่ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาในจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 3 โรงเรียน สรุปผลประเมินการรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (4.51)&#xD;
กลุ่มที่ 3 เยาวชนชาวต่างชาติที่เข้ามาศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย ได้แก่ นักศึกษาชาวจีนที่เข้ามาศึกษาหลักสูตรภาษาไทยในประเทศไทย จำนวน 3 แห่ง สรุปผลประเมินการรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (4.53)&#xD;
ตอนที่ 3 การเผยแพร่การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยสู่สาธารณชนในวงกว้าง ได้แก่ กลุ่มหน่วยงานในพื้นที่และท้องถิ่น เช่น อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า บ้านใหม่ร่องกล้า กลุ่มสื่อสารมวลชน เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดพิษณุโลก สถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 11 จังหวัดพิษณุโลก ฯลฯ กลุ่มเครือข่ายวิชาการ เช่น สถานอารยธรรมศึกษาโขงมหาวิทยาลัย สาลวินนเรศวร และสื่อสังคมออนไลน์</description>
    <dc:date>2016-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

