<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/59">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/59</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5909" />
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5758" />
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5283" />
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5260" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-08-05T08:10:00Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5909">
    <title>รายงานวิจัย คุณลักษณะของบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และคุณลักษณะพิเศษของบัณฑิต หลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2568</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5909</link>
    <description>Title: รายงานวิจัย คุณลักษณะของบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และคุณลักษณะพิเศษของบัณฑิต หลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2568
Authors: ศิริพร เกื้อกูลนุรักษ์; Siriporn Kaukulnurak
Abstract: การวิจัยเรื่อง “คุณลักษณะของบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และคุณลักษณะพิเศษของบัณฑิต หลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2568” มี วัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) ศึกษาภาวะการมีงานทำและการศึกษาต่อของบัณฑิตหลักสูตรสังคม สงเคราะห์ศาสตรบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2567 2) ศึกษาคุณลักษณะของบัณฑิตตาม กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และคุณลักษณะพิเศษของบัณฑิตในมุมมองของ บัณฑิต 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อคุณลักษณะของบัณฑิตตามกรอบมาตรฐาน คุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติและคุณลักษณะพิเศษของบัณฑิต กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย บัณฑิต ที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2567 จำนวน 15 คน และ ผู้บังคับบัญชา/นายจ้างของบัณฑิต จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สำหรับบัณฑิตและแบบสอบถามสำหรับผู้บังคับบัญชา/นายจ้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิง พรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยพบว่า บัณฑิตส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 23 ปี สำเร็จการศึกษาตามระยะเวลา ของหลักสูตร และมีเกรดเฉลี่ยสะสมเฉลี่ย 3.39 ส่วนใหญ่มีงานทำแล้วคิดเป็นร้อยละ 86.67 โดยได้ งานทำภายใน 1–3 เดือนหลังสำเร็จการศึกษา และทำงานในหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะหน่วยงาน ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตำแหน่งงานส่วนใหญ่คือ นักสังคมสงเคราะห์ เงินเดือนเฉลี่ย 15,593.85 บาทต่อเดือน และลักษณะงานส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับงานสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการ สังคม บัณฑิตส่วนใหญ่สามารถนำความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ในระดับมาก นอกจากนี้ บัณฑิตส่วนใหญ่เคยสมัครสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์อย่างน้อย 1 ครั้ง แต่ยังมีบางส่วนที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผลการประเมินตนเองของบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พบว่า ในภาพรวมทั้ง 6 ด้านบัณฑิตมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.19) โดยด้านที่มี ค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านคุณธรรม จริยธรรม (𝑥̅ = 4.47) และด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และความรับผิดชอบ (𝑥̅ = 4.43) ส่วนคุณลักษณะพิเศษของบัณฑิตอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.44) โดยคุณลักษณะที่มีค่าเฉลี่ยสูง ได้แก่ การมีจิตอาสาเรียนรู้เพื่อรับใช้สังคม ความรับผิดชอบต่อสังคม และความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นสำหรับผลการประเมินของผู้ใช้บัณฑิต พบว่า มีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะของบัณฑิตตาม มาตรฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.13) โดยด้านคุณธรรม จริยธรรม (𝑥̅ = 4.51) และด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (𝑥̅ = 4.32) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ขณะที่ความพึงพอใจต่อคุณลักษณะพิเศษของบัณฑิตอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.54) โดยเฉพาะ ด้านความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น การมีจิตอาสาเพื่อรับใช้สังคม และการมีคุณธรรมและ จรรยาบรรณวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ สะท้อนให้เห็นว่าหลักสูตรสามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณลักษณะ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ได้อย่างเหมาะสม
Description: ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัย ประจำปีการศึกษา 2566 จากมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ</description>
    <dc:date>2026-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5758">
    <title>ฟางเส้นสุดท้ายของครอบครัว : การประกอบอาชีพเก็บขยะของผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานคร</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5758</link>
    <description>Title: ฟางเส้นสุดท้ายของครอบครัว : การประกอบอาชีพเก็บขยะของผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานคร
Authors: นุชนาฎ ยูฮันเงาะ; โสภา อ่อนโอภาส; Nutchanat Yuhan-ngow; Sopa Onopas
Abstract: การวิจัยเรื่อง ผู้สูงอายุ : ฟางเส้นสุดท้ายของครอบครัวในชุมชนเมืองเขตกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ บทบาทในครอบครัว สังคม และความคาดหวังในอนาคตของผู้สูงอายุที่ประกอบอาชีพเก็บขยะ เพื่อวิเคราะห์ความทุกข์ยากของชีวิตผู้สูงวัยที่ต้องเป็นผู้นำครอบครัว และเสนอแนวทางการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุ โดยการดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เจาะลึกผู้สูงอายุประกอบอาชีพเก็บขยะ 8 รายในเขตกรุงเทพมหานคร ตลอดจนสัมภาษณ์สมาชิกในชุมชนเพื่อความชัดเจนของข้อมูลยิ่งขึ้น&#xD;
ผลปรากฏว่า กรณีศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 70 ปี มีภูมิลำเนาเดิมในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีอาชีพทำนาและทำสวน เมื่อประสบกับปัญหาด้านการเกษตรล่มสลาย จึงย้ายถิ่นเข้ามาทำงานในเมืองหลวง โดยการรับจ้างทั่วไป เร่ขายสินค้า คนงานก่อสร้าง ทุกรายแต่งงานมีครอบครัว มีบุตร 4-8 คน ส่วนใหญ่สามีเสียชีวิตแล้ว&#xD;
สภาพครอบครัวปัจจุบัน กรณีศึกษาเป็นผู้นำครอบครัว เนื่องจากบางรายมีสามีหรือบุตรที่เจ็บป่วยหรือพิการ หรือบางรายบุตรทอดทิ้งหลานให้เป็ฯภาระเลี้ยงดู แม้ว่ากรณึศึกษาจะสูงอายุ สมควรพักผ่อน แต่ภาระครอบครัวทำให้ต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัว โดยพักอาศัยอยู่บ้านเช่า หรือบ้านไม้เก่า ๆ หลังเล็ก ๆ  ชั้นเดียว ยกพื้นไม้สูง ปลูกเรียงติดกัน หลังคามุงสังกะสีซ้อนกันอย่างไม่เป็นระเบียบในชุมชนแออัดใกล้กองขยะหรือร้านรับซื้อของเก่า&#xD;
การประกอบอาชีพและสภาพการทำงาน พบว่าแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ กลุ่มที่เริ่มประกอบอาชีพเก็บขยะ (ของเก่า) ตั้งแต่วัยหนุ่มสาว แต่เคยทำอาชีพอื่นก่อนขณะที่อยู่ต่างจังหวัด เช่น รับจ้าง ทำนา และกลุ่มที่เริ่มจากการประกอบอาชีพอื่น ๆ เช่น ค้าขาย รับจ้างก่อสร้าง ฯลฯ แต่เมื่อชรามากขึ้นจึงมาประกอบอาชีพเก็บขยะ ในการประกอบอาชีพจะทำทั้งกลางวันและกลางคืน ขึ้นอยู่กับความขยันและอดทน โดยมีพาหนะ คือ รถเข็น บางรายใช้สามล้อถีบ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเก็บขยะมานานกว่า 30 ปี สำหรับรายได้จากการประกอบอาชีพ วันละ 40-50 บาท บางวันเก็บได้มากจะได้ถึง 100 บาท /วัน&#xD;
ปัญหาและอุปสรรคในการประกอบอาชีพและปัญหาครอบครัว&#xD;
1. กรณีศึกษาอยู่ในวัยสูงอายุ ถึงแม้จะมีความขยันอดทน แต่มีความเจ็บป่วยได้ง่าย เช่น ปวดหลัง ปวดเข่า ปวดหัว และขมขื่นทางด้านจิตใจ เนื่องจากบุตรไม่ค่อยช่วยเหลือดูแล&#xD;
2. รายได้ไม่แน่นอนและไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย เนื่องจากมีผู้ประกอบอาชีพรายอื่นอีกเป็นจำนวนมาก&#xD;
3. กรณีศึกษาต้องรับภาระเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวแต่เพียงผู้เดียว เป็นเสาหลักให้กับครอบครัว จึงต้องประกอบอาชีพคนเดียวและทำงานหนัก ไม่ใคร่มีเวลาพักผ่อนมากนัก&#xD;
การประเมินตนเอง กรณีศึกษาส่วนใหญ่มีมุมมองเกี่ยวกับตนเองว่า เป็นคนจน ต่ำต้อย ทั้งนี้เพราะมีอาชีพที่อยู่กับความสกปรก เน่าเหม็น ผู้คนอาจจะรังเกียจและไม่อยากคบค้าสมาคมด้วย แต่ไม่ไร้คุณค่า&#xD;
ทั้งนี้เพราะยังเป็นที่พึ่งของสมาชิกในครอบครัว และยังมีอิทธิพลต่อบุตรหลาน ดังนั้น สภาพการดำเนินชีวิตของกรณีศึกษาส่วนใหญ่มักจะมีชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดมุ่งหมาย ขอให้มีพละกำลังทำงานได้และมีกินไปวัน ๆ หนึ่งเท่านั้น โดยมองถึงปัจจุบันมากกว่าที่จะคิดถึงการวางแผนในอนาคต สำหรับความมุ่งหวังในอนาคต ส่วนใหญ่จะไม่ยุติการดำเนินชีวิตอย่างในปัจจุบัน เพราะเป็นอาชีพสุดท้ายที่เลือกแล้วว่ามีความเหมาะสมมากที่สุดกับวัยชราที่ไม่ต้องมีการลงทุนเพียงแต่อาศัยความอดทนเท่านั้น&#xD;
การวิเคราะห์วงจรความทุกข์ยากลำบาก กรณีศึกษาต่างอพยพย้ายถิ่นเข้ามาทำงานในเมือง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงจากภาคเกษตรมาเป็นอุตสาหกรรม ทำให้หมดที่นาทำกิน ได้ผลผลิตไม่ดี เมื่อเข้าสู่เมืองก็จะเข้ามาอยู่ในชุมชนแออัด จึงทำให้เกิดความลำบากในการปรับตัว ประกอบกับเป็นผู้มีการศึกษาน้อย จึงขาดโอกาสที่จะเข้าสู่อาชีพที่มีรายได้ดี อีกทั้งการมีบุตรจำนวนมากกว่า 4 คน ขึ้นไป ทำให้มีภาระในเรื่องค่าใช้จ่ายมากขึ้น นอกจากนี้การประกอบอาชีพรับจ้างทำให้ไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรเพื่อให้ได้รับพัฒนาการอย่างเต็มที่ได้ บุตรบางรายต้องประสบกับความพิการและสุดท้ายต้องมาเป็นภาระให้ต้องเลี้ยงดูต่อไป ในขณะเดียวกัน กรณีศึกษาส่วนใหญ่ขาดการวางแผนในชีวิต มิได้มีการวางแผนชีวิตตั้งแต่การสมรส การวางแผนการมีบุตร และเมื่อเข้ามาประกอบอาชีพในกรุงเทพฯ ยังขาดการวางแผนในเรื่องของการใช้จ่าย มีการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยตามสมัยนิยมไม่สามารถเก็บออมเงินได้ ตลอดจนการไม่ได้รับบริการจากภาครัฐและเอกชน ภาครัฐยังไม่สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุม&#xD;
แนวทางการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุกลุ่มนี้&#xD;
1. ควรให้บริการที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยการเยี่ยมเยนให้กำลังใจ แนะนำเรื่องสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมและที่อยู่อาศัย เนื่องจากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอยุ มีการเจ็บป่วยได้ง่าย&#xD;
2. ควรให้บริการอย่างทั่วถึง เช่น บริการสังเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุหรือครอบครัว&#xD;
3. ส่งเสริมเกียรติภูมิของผู้ประกอบอาชีพเก็บของเก่า (ขยะ) ให้มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมอาชีพอื่น ๆ ในสังคม โดยเน้นการเป็นประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม&#xD;
4. ผลักดันนโยบายการรับเลี้ยงดูผู้สูงอายุในครอบครัว โดยการลดภาษีให้แก่บุตรหลานผู้รับภาระเลี้ยงดูผู้สูงอายุ; This research on elderly people : the last straw of families in urban area in aimed to study the ways of living, roles in families roles and expectations of garbage-collecting elderly people for analysing the family leaders’ poor lives and suggesting guidelines on provision of their welfare. This research is qualitative and data were collected by in-depth interviews with 8 garbage-collecting elderly people in Bangkok and with some communal people for more clearness of data.&#xD;
The research shows that most of those elderly people are women and are 70 years old on average. They have their domiciles in the central and north-eastern parts, and they have lower primary education. They moved to work in the capital as general employees, hawkers or construction workers. All of them are married and most of them are windows. They have 4-8 children on average.&#xD;
All of those elderly people now lead their families because their husbands or children are sick or disabled, or their children abandoned grandchildren to be supported by them. Although they are old and should take a rest, family burdens force them to work. They live in old, small, wooden, adjoining, rented and one-floored houses, which are untidily roofed with galvanized iron, in slum areas near heaps of garbage or garbage-buying shops.&#xD;
Their occupation and working conditions are divided into 2 types. Some of those elderly people have started collecting garbage since they were young, but they did other jobs as employees or farmers in their domiciles. The others had done other jobs as hawkers, construction workers, etc. before collecting garbage when they became older. They work night and day when they have diligence and patience. Some of them use pushcarts while the others use tricycles. Most of them have collected garbage for over 30 years. Their daily income is 40-50 baht on average or perhaps 100 baht.&#xD;
Problems and difficulties about their occupation and families&#xD;
1. Those elderly people often have a backache, knee-ache or headache in spite of their diligence and patience, and they are also unhappy because of their children’s abandonment.&#xD;
2. Their income is unsteady and insufficient for expenses because there are many other garbage collectors.&#xD;
3. They have to support all family members as leaders, so they work alone and hard without enough rest.&#xD;
Self-appraisal : Most of those elderly people regard themselves as poor and inferior ones because they have to work with dirt and decomposition. Others may feel disgusted and do not want to associate with them, but they do not feel worthless because they support all family members and influence all children and grandchildren.&#xD;
Therefore, most of them lead aimless lives by working and making money in a day for the presence, not for the future. As for their expectations, most of them won’t cancel their present ways of living because their occupation has been finally chosen as that being the most suitable for old age, needing no investment, but only their patience.&#xD;
Analysis of their poor lives : All of those elderly people moved to work in the capital because the economic and social structures have been changed from agriculture to industry, resulting in loss of their farms. They later entered slum areas and faced problems about self-adjustment. Their low education also brings about low income, and more than 4 children cause heavier financial burdens. Being employees, they then cannot well support their children for full development. Some children are disabled and finally need further support. Moreover, most of those elderly people had no life planning after marriage or family planning. Moving to work in Bangkok, they also had no expenditure planning. Their money was used extravagantly without savings. They also have not been served by both private and public sectors which still cannot offer thorough and wide services.&#xD;
Guidelines on provision of their welfare&#xD;
1. To offer services directly to target groups by visiting, encouraging and advising them on health as well as sanitation of environment and residence because most of them are old and frequently sick.&#xD;
2. To offer thorough services, such as provision of subsistence allowances for elderly people or their families.&#xD;
3. To promote equal human dignity of garbage collectors by emphasizing their help to the society and the environment.&#xD;
4. To urge policies on support of elderly people in families by reducing tax for their children or grandchildren.
Description: สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ; สัญญาเลขที่ RDG44402/4/05; ชุดโครงการ การพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนจนและคนด้อยโอกาสในสังคมไทย</description>
    <dc:date>2003-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5283">
    <title>รายงานฉบับสมบูรณ์ นโยบายการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนชายแดนไทย-พม่า : กรณีผู้อพยพภัยสงคราม</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5283</link>
    <description>Title: รายงานฉบับสมบูรณ์ นโยบายการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนชายแดนไทย-พม่า : กรณีผู้อพยพภัยสงคราม
Authors: จตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร; วีรวิชญ์ เธียรชัยนันท์; สุญานี ยอดดำเนิน; เบญจพร บัวสำลี; Jaturong Boonyarattanasoontorn; Veerawit Tianchainan; Suyanee Yotdamnoen; Benjaporn Buasumlee
Abstract: การวิจัยเรื่อง “นโยบายการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนชายแดนไทย – พม่า : กรณีผู้อพยพจากภัยสงคราม” มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อศึกษาสถานการณ์ของผู้ลี้ภัยจากประเทศเมียนมาร์ที่อาศัยอยู่ในศูนย์อพยพและเหตุผล หรือความจำเป็นของผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่าที่ต้องหลบซ่อนอยู่ตามบริเวณป่าเขา และเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และสถาบันวิชาการ ในการกำหนดนโยบาย และมาตรการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้กับผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่าที่เป็นระบบ และเป็นไปตามหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนระดับสากล ขอบเขตการศึกษาด้านเนื้อหา ศึกษาสถานการณ์ความเป็นอยู่ของผู้ลี้ภัย นโยบายและบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในส่วนกลางและในพื้นที่ แนวทางการปฏิบัติตามหลักการไม่ส่งผู้ลี้ภัยกลับไปสู่อันตราย (non-refoulement) แนวทางการแก้ไขปรับปรุงระเบียบของหน่วยงานในพื้นที่ที่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยตามหลักสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และระบบการประสานงานที่มีประสิทธิภาพระหว่าง หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยทำการศึกษาในพื้นที่ชายแดนที่ใกล้กับพื้นที่สู้รบในอำเภอแม่สอดและท่าสอง ยางจังหวัดตาก อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอแม่สาย จังหวัด เชียงราย และอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี</description>
    <dc:date>2012-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5260">
    <title>รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยเรื่อง “กลยุทธ์ร้านเหล้ารอบรั้วมหาวิทยาลัยในการกระตุ้นอุปสงค์ของนักศึกษา"</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5260</link>
    <description>Title: รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยเรื่อง “กลยุทธ์ร้านเหล้ารอบรั้วมหาวิทยาลัยในการกระตุ้นอุปสงค์ของนักศึกษา"
Authors: เบญจพร บัวสำลี; Benjaporn Buasumlee
Abstract: การศึกษาวิจัยเรื่อง “กลยุทธ์ร้านเหล้ารอบรั้วมหาวิทยาลัยในการกระตุ้นอุปสงค์ของนักศึกษา” เป็น การวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) คือ ทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับร้านเหล้ารอบรั้วมหาวิทยาลัย ได้แก่ ผู้ประกอบการ ตำรวจ และชุมชน รอบรั้ว 4 มหาวิทยาลัย คือ 1) มหาวิทยาลัยหัวเฉียว เฉลิมพระเกียรติ 2) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 3) มหาวิทยาลัยรังสิต และ 4) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นกลุ่มตัวอย่างของการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผลการศึกษาพบว่า ร้านเหล้ารอบรั้วมหาวิทยาลัยใช้ 5 กลยุทธ์ (1) การโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยตรงผ่านสื่อ Online เช่น Facebook Line (2) การส่งเสริมการขาย เช่น การลด แลก แจก แถม (3) การประชาสัมพันธ์ สร้างภาพลักษณ์ที่ดี (4) การใช้พนักงานขายทำหน้าที่ในการแนะนำหรือบริการแบบซึ่งหน้า (5) การส่งเสริมการตลาดโดยใช้กิจกรรมพิเศษเพื่อกระตุ้นความต้องการในการดื่ม ซึ่งเป็นผลให้นักศึกษามีทัศนคติเชิงบวกต่อร้านเหล้ารอบรั้วมหาวิทยาลัย และกลับไปใช้บริการซ้ำอีกสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะให้มหาวิทยาลัยควรออกกฎระเบียบชัดเจน และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในการ ป้องกันการเข้าใช้บริการร้านเหล้ารอบรั้วมหาวิทยาลัยของนักศึกษา จัดกิจกรรมต่อต้านการดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง เป็นหน่วยงานหลักในการต่อสู้กับธุรกิจร้านเหล้ารอบรั้วมหาวิทยาลัยจนถึงที่สุด สร้างความร่วมมือกับชุมชนรอบรั้วมหาวิทยาลัย โดยเปิดเวทีสาธารณะเพื่อหาข้อยุติในการแก้ไขปัญหาธุรกิจ ร้านเหล้ารอบรั้วมหาวิทยาลัย ภาครัฐต้องทำหน้าที่ในการควบคุมร้านเหล้ารอบรั้วมหาวิทยาลัยให้ปฏิบัติตามกฎหมาย พรบ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 อย่างเคร่งครัด รวมทั้งควบคุมสื่อโทรทัศน์ นิตยสาร วิทยุ อินเตอร์เนต ฯลฯ ในการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยใช้กลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility) ซึ่งกระตุ้นความรู้สึกของกลุ่มลูกค้าให้เกิดมุมมองที่ดี จนทำให้ขาดความตระหนักถึงผลกระทบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างแท้จริง; The study on "The Strategies of Liquor outlet Surrounding Universities in Stimulating Student's Demand" employed mixed research methods both qualitative and quantitative research methodology. Stakeholders include the owners of liquor outlet, policeman, and communities where liquor outlet situated surrounding 4 universities namely: 1) Huachiew chalermprakiet University 2) King Mongkut's Institute of Technology Ladkrabang 3) Rangsit University 4) Rajamangala University of Technology Thanyaburi are sample groups of the study. The Findings is liquor outlet surrounding universities used 5 strategies to stimulate student demand namely: (1) advertising directly to target group through online media i.e facebook, line, etc. (2) sale promotion, i.e providing discounts, exchanging with any reward or with another alcoholic beverage, (3) public relations to create good image (4) personal selling by face-to-face selling, (5) event marketing to stimulate demand. Most student have positive towards liquor outlet surrounding universities and came back to drink 1 - 2 times per week. Based on the findings, university should has clearly regulations which should be able to implement and preventing student to be far away from liquor outlet surrounding universities. University should conduct continuously activities to protest liquor, being main organization to protest the liquor outlet surrounding universities, collaborate with community surrounding universities, and conduct public hearing to look for alternative liquor business surrounding universities. Government should restrict to liquor outlet surrounding universities forcing them to follow Alcoholic Beverage Control Act, BE 2551 (2008) including control mass media i.e. television, magazine, radio, internet, etc. that advertising liquor by using corporate social responsibility strategy which stimulate good image of liquor and resulting to lack of awareness on the negative impact of liquor.</description>
    <dc:date>2014-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

