<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/7">
    <title>DSpace Community: คณะกายภาพบำบัด /Faculty of Physical Therapy</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/7</link>
    <description>คณะกายภาพบำบัด /Faculty of Physical Therapy</description>
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/6259" />
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/6228" />
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/6204" />
        <rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/6203" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-10-04T01:46:25Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/6259">
    <title>ผลทันทีของการยืดเหยียดกล้ามเนื้อน่องต่อการกระดูกข้อเท้าและความสามารถในการทรงตัว</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/6259</link>
    <description>Title: ผลทันทีของการยืดเหยียดกล้ามเนื้อน่องต่อการกระดูกข้อเท้าและความสามารถในการทรงตัว
Authors: อรียาภรณ์ จงเสถียรธรรม; Areeyaporn Chongsatientam
Abstract: ความตึึงตัวของกล้้ามเนื้อน่องทำให้้กระดกข้อเท้าเคลื่อนได้ลดลง  ซึ่ึงส่งผลต่อการทำงานไม่สมดุลของกล้ามเนื้อและอาจส่งผลต่อความสามารถในการทรงตัว ผู้วิจัยสนใจศึกษาผลทันทีของการยืดเหยียดกล้ามเนื้อน่องต่อการกระดกข้อเท้าและความสามารถในการทรงตัว ผู้เข้าร่วมวิจัยที่มีภาวะกล้ามเนื้อน่องตึง อายุ 18-25 ปี จำนวน 34 คน ได้รับการสุ่มเลือกวิธียืดกล้ามเนื้อ 2 เทคนิค คือ (1) การยืดเหยียดแบบคงค้าง (static stretching: SS) หรือ (2) การยืดเหยียดแบบพลวัตร (dynamic stretching: DS) ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมวิจัยจะได้รับการยืดกล้ามเนื้อทั้งสองเทคนิคโดยทิ้งระยะห่างกันมากกว่า 24 ชั่วโมง ก่อนและทันทีหลังการยืดกล้ามเนื้อผู้เข้าร่วมวิจัยจะได้รับการประเมินองศาการกระดกข้อเท้าขณะไม่ได้ลงน้ำหนัก (dorsiflexion range of motion: DFROM) องศาการเคลื่อนไหวของข้อเท้าขณะลงน้ำหนัก (lunge range of motion: LROM) และความสามารถในการทรงตัวด้วย star excursion balance test (SEBT) ผลการศึกษาพบว่า การยืดกล้ามเนื้อน่องทั้งสองเทคนิคสามารถเพิ่ม DFROM, LROM และ SEBT score ทันทีหลังการยืดกล้ามเนื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) โดยการยืดกล้ามเนื้อน่องแบบพลวัตรสามารถเพิ่ม DFROM ได้มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  (p&lt;0.05) ในขณะที่การยืดกล้ามเนื้อทั้งสองเทคนิคประสิทธิภาพในการเพิ่มความสามารถในการทรงตัว (SEBT score) ได้ไม่แตกต่างกัน แสดงถึงการยืดเหยียดกล้ามเนื้อน่องแบบคงค้างแบบพลวัตรสามารถเพิ่มการกระดกข้อเท้าและความสามารถในการทรงตัวทันทีหลังการยืดกล้ามเนื้อโดยมีประสิทธิภาพในการเพิ่มความสามารถในการทรงตัวได้ไม่แตกต่างกันในผู้ที่มีกล้ามเนื้อน่องตึง; Gastrocnemius tightness leads to a reduction in ankle dorsiflexion range of motion, which can cause muscle imbalance and may impact postural stability. The objective of this research was to study the immediate effects of calf muscle stretching on ankle range of motion and balance. Thirty-four individuals with gastrocnemius muscle tightness were randomly assigned to both static stretching (SS) and dynamic stretching (DS) with at least 24 hours interval. The participants were assessed for passive ankle dorsiflexion range of motion (DFROM), maximum lunge range of motion (LROM) and star excursion test (SEBT) before and immediately after each stretching. The result showed that both SS and DS significantly increased DFROM, LROM, and SEBT score immediately after gastrocnemius stretching. The DS resulted in a significantly greater increase in DFROM compared to SS (p&lt;0.05). However, there was no significant difference in the effectiveness of both stretching techniques in improving balance ability (SEBT score). This study concluded that both types of stretching can enhance ankle dorsiflexion and balance ability immediately after stretching in individuals with gastrocnemius muscle tightness.
Description: สามารถเข้าถึงบทความฉบับเต็ม (Full Text) ได้ที่ :&#xD;
https://thaidj.org/index.php/JHS/article/view/14782/13321</description>
    <dc:date>2025-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/6228">
    <title>การศึกษาพัฒนาการเด็กแรกเกิดถึง 1 ปี ณ สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/6228</link>
    <description>Title: การศึกษาพัฒนาการเด็กแรกเกิดถึง 1 ปี ณ สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด
Authors: มานิตา กีไพบูลย์; อารีพร วิวรรธนมุกดา; พีระพรรณ ชมเชิด; ทิราพร คูหาเลิศ; ธาริณี รจนะ; Manita Keephiboon; Areeporn Wiwattanamukda; Peerapan Chomcherd; Tiraporn Khuhalerd; Tharinee Rodjana
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดกรองพัฒนาการเด็กอายุแรกเกิดถึง 1 ปี ที่สงสัยว่ามีพัฒนาการล่าช้า ณ สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด ซึ่งผู้เข้าร่วมการศึกษาครั้งนี้เป็นเด็กแรกเกิดถึง 1 ปี จำนวนทั้งหมด 51 คน ที่อยู่ในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด ที่ทำการเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม ถึง 12 กันยายน 2550 มีการรวบรวมข้อมูลของเด็กได้แก่ ชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด อายุ และผู้วิจัยทำการตรวจประเมินเพื่อคัดกรองเด็กที่อาจมีพัฒนาการล่าช้า และบันทึกผลลงในแบบฟอร์มการทดสอบพัฒนาการเด็กปฐมวัย Denver || ฉบับภาษาไทย และนำค่าที่ได้มาจำแนกเพื่ออธิบายร้อยละของเด็กที่สงสัยว่ามีพัฒนาการล่าช้าในแต่ละด้านของพัฒนาการ และเพื่อเปรียบเทียบผลของพัฒนาการในแต่ละด้าน ผลการศึกษาพบว่าผลการประเมินพัฒนาการโดยรวมของเด็กอายุแรกเกิดถึง 1 ปี จำนวนทั้งหมด 51 คน เป็นเพศชาย 25 คน (49.02%) และเพศหญิง 26 คน (50.98%) โดยพบว่าพัฒนาการปกติ 7 คน (13%) สงสัยว่ามีพัฒนาการล่าช้า 42 คน (82.4%) และไม่สามารถประเมินได้ 2 คน (3.9%) และผลการประเมินเปรียบเทียบพัฒนาการในแต่ละด้านพบว่าด้านที่สงสัยว่าเด็กในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ดมีพัฒนาการล่าช้าที่สุดคือ ด้านภาษาจำนวน 32 คน (62.7%) รองลงมาคือด้านกล้ามเนื้อใหญ่จำนวน 23 คน (45.1%), ด้านกล้ามเนื้อเล็กและปรับตัวจำนวน 18 คน (35.3%) และด้านสังคมและการช่วยตัวเองจำนวน 10 คน (19.6%) ตามลำดับ เนื่องจากจำนวนพี่เลี้ยงเด็กมีน้อย จากข้อมูลของสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ดจะมีพี่เลี้ยงเด็กเพียง 3-4 คน ดูแลเด็กจำนวน 35-40 คน (ประมาณ 1:10) ซึ่งจากจำนวนพี่เลี้ยงเด็กที่น้อยทำให้ไม่สามารถให้การดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึงเด็กจะคลุกคลีอยู่กับเพื่อนๆในวัยเดียวกันมากกว่าจะได้อยู่กับผู้ใหญ่ ทำให้เด็กขาดการเลียนแบบในการใช้ภาษาที่ถูกต้องจากแม่แบบที่เป็นผู้ใหญ่อาจเป็นผลให้พัฒนาการทางภาษาล่าช้า ร่วมกับเด็กขาดโอกาสที่จะได้เล่นออกกำลังกายซึ่งเด็กมักใช้เวลาส่วนใหญ่เล่นอยู่ในที่นอนมากกว่าเล่นบนพื้น ทำให้เด็กขาดพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวและกล้ามเนื้อมัดใหญ่ นอกจากนี้เด็กยังขาดการได้เล่นของเล่นเพื่อให้เกิดทักษะและพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็กด้วย
Description: โครงการวิจัยภาคนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต (กายภาพบำบัด) คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ปีการศึกษา 2550</description>
    <dc:date>2008-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/6204">
    <title>การดัดแปลงแถบยางยืดสำหรับเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ quadriceps femoris ในนักศึกษามหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/6204</link>
    <description>Title: การดัดแปลงแถบยางยืดสำหรับเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ quadriceps femoris ในนักศึกษามหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
Authors: นัทภาพร เจริญผล; จารุวรรณ พิมโกทา; กัญญามาศ แก้วผิวอาจ; ทิพภิวรรณ เวียงนนท์; อภิรดี ฌานปัตร
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อดัดแปลงแถบยางยืดที่มีราคาถูกหาได้ง่ายในท้องตลาดมีน้ำหนักเบา ขนาดเล็กพกพาได้สะดวกมาเป็นอุปกรณ์ที่สามารถออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ quadriceps femoris ได้จริงโดยทำการศึกษาในนักศึกษามหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติที่มีอายุในช่วง 18-25 ปี เป็นเพศหญิงที่มีสุขภาพแข็งแรงจำนวน 30 คน วิธีการ คือ วัดช่วงการเคลื่อนไหวของเข่าทั้งสองข้าง สอบถามความถนัดของขาของผู้เข้าร่วมการวิจัย โดยขาที่ไม่ถนัดของผู้เข้าร่วมการวิจัยเป็นกลุ่มควบคุมและทำการวัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ quadriceps femoris ทั้งสองข้างด้วย hand-held dynamometer จากนั้นจึงให้ออกกำลังกายกล้ามเนื้อ quadriceps femoris ของขาข้างที่ถนัดด้วยแถบยางยืดโดยใช้โปรแกรมออกกำลังแบบ modified Delorme progressive resistive exercise ในเซตที่ 1 ใช้แถบยางยืดขนาดเล็ก 2 เส้น (50% ของ 1RM) เซตที่ 2 ใช้แถบยางยืดขนาดกลาง (75% ของ 1RM) และเซตที่ 3 ใช้แถบยางยืดขนาดใหญ (100% ของ 1RM) โดยทำ 10 ครั้ง/เซต (ในแต่ละเซตพักเซตละ 1 นาที) จำนวน 3 ครั้ง/สัปดาห์ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ หลังจากนั้นวัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ quadriceps femoris ทั้งสองข้างอีกครั้งเพื่อเปรียบเทียบก่อนออกกำลังกาย และหลังออกกำลังกายรวมทั้งประเมินความพึงพอใจของอุปกรณ์ออกกำลังกายต่อผู้เข้าร่วมการวิจัยและนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติโดยแสดงผลเป็นค่าสูงสุดของกำลังกล้ามเนื้อ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนและหลังการออกกำลังกายในขาข้างที่ถนัดด้วย Non-parametic test และค่า p&lt;0.05 แสดงถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาพบว่าภายหลักการออกกำลังกายกล้ามเนื้อ quadriceps femoris ด้วยแถบยางยืดของขาข้างที่ถนัดด้วยโปรแกรม modified Delorme progressive resistive exercise พบว่า กล้ามเนื้อ quadriceps femoris มีความแข็งแรงก่อนออกกำลังกายเท่ากับ (211.75+-16.73 N) หลังการออกกำลังกายด้วยแถบยางยืดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้นเท่ากับ (232.32+-11.12 N) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.000) ดังนั้นแสดงให้เห็นว่าการออกกำลังกายกล้ามเนื้อ quadriceps femoris ด้วยแถบยางยืดทำให้กล้ามเนื้อ quadriceps femoris มีความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจึงอาจนำแถบยางยืดมาใช้เป็นอุปกรณ์ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ quadriceps femoris ได้และอาจนำไปประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมต่อไป
Description: โครงการวิจัยภาคนิพนธ์ (วท.บ.) (กายภาพบำบัด) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2551</description>
    <dc:date>2009-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/6203">
    <title>ระดับความสามารถของการทำท่าออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความมั่นคงให้แก่ข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนเอวในผู้ที่มีดัชนีมวลกายสูงกว่าปกติ</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/6203</link>
    <description>Title: ระดับความสามารถของการทำท่าออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความมั่นคงให้แก่ข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนเอวในผู้ที่มีดัชนีมวลกายสูงกว่าปกติ
Authors: หทัยพร คนงาม; ศุภลักษณ์ คูณมา; จิราภรณ์ คำตา; รุจิเรศ นอมจิตต์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาค่าปกติของระดับความยากของท่าออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความมั่นคงให้แก่ข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนเองในคนที่มีดัชนีมวลกายสูงกว่าปกติ ผู้เข้าร่วมการวิจัยในครั้งนี้มีจำนวนทั้งหมด 20 คน เป็นเพศชาย และหญิงที่มีสุขภาพดี มีอายุระหว่าง 18-25 ปี ผู้เข้าร่วมวิจัยจะได้รับการทดสอบเพื่อวัดระดับความสามารถในการทำท่าออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความมั่นคงให้แก่ข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนเอว (lumber stabilization) โปรแกรมการออกกำลังกายที่นำมาใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ โปรแกรมการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความมั่นคงให้แก่ข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนเอว ซึ่งประกอบไปด้วยท่าออกกำลังกายที่เรียงลำดับความยากจากง่ายไปยากจำนวน 6 ระดับ โดยให้ผู้เข้าร่วมวิจัยทำการทดสอบเพื่อหาค่าระดับความสามารถในการทำท่าออกกำลังกายจำนวน 3 ครั้ง และนำระดับความสามารถสูงสุดที่ผู้เข้าร่วมวิจัยทำได้ไปทำการวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อหาค่ามัธยฐาน (median)ผลการศึกษาพบว่า ระดับความยากของท่าออกกำลังกายที่ผู้เข้าร่วมการวิจัยทำได้มีค่ามัธยฐานอยู่ในระดับที่ 2 เมื่อนำค่าที่ได้นี้มาทำการเปรียบเทียบกับการศึกษาที่ผ่านมาในผู้ที่มีดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ พบว่าระดับความสามารถในการทำท่าออกกำลังกายมีค่ามัธยฐานอยู่ในระดับที่ 3 การที่ผู้ที่มีดัชนีมวลกายสูงกว่าปกติมีระดับความสามารถในการทำท่าออกกาลังกายอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าผู้ที่มีดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติในช่วงอายุเดียวกัน แสดงถึงในผู้ที่มีดัชนีมวลกายสูงกว่าปกติอาจมีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อที่ทาหน้าที่เพิ่มความมั่นคงให้แก่กระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การเกิดภาวะความไม่มั่นคงของกระดูกสันหลังได้ นอกจากนี้ค่าที่ได้นี้สามารถนามาประยุกต์ใช้ในทางคลินิกเพื่อใช้เป็นค่าปกติในคนที่มีดัชนีมวลกายสูงกว่าปกติควรจะทำได้ แต่ถ้าระดับความสามารถในการทำท่าออกกาลังกายอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าระดับที่ 2 อาจแสดงถึงการเกิดการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อลำตัวชั้นลึกที่ทำหน้าที่เพิ่มความมั่นคงให้แก่ข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนเอวซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะความไม่มั่นคงของกระดูกสันหลังส่วนเอวได้ในอนาคต
Description: โครงการวิจัยภาคนิพนธ์ (วท.บ.) (กายภาพบำบัด) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2552</description>
    <dc:date>2010-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

