<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/1446</link>
    <description />
    <pubDate>Tue, 13 Oct 2026 13:13:30 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-10-13T13:13:30Z</dc:date>
    <item>
      <title>คุณภาพชีวิตของพนักงาน : กรณีศึกษา บริษัท เกรียงไกรสตีลเซ็นเตอร์ จำกัด</title>
      <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/6265</link>
      <description>Title: คุณภาพชีวิตของพนักงาน : กรณีศึกษา บริษัท เกรียงไกรสตีลเซ็นเตอร์ จำกัด
Authors: วสันต์  ไถวศิลป์; VasanTawaisilp
Abstract: The research aims to study about the strategic planning of the quality of work life management for the employees of Kriangkrai Steel Center Co., Ltd. The study has been done through both Quantitative Research and Qualitative Research, in order to study the employee’s quality of work life of Kriangkrai Steel Center Co., Ltd. The population sample of the study are 100 employees who have already passed the probation period and already described as full time workers. 10 employees were selected to be samples for the qualitative research judging from the period of work experiences with the company ranging 1, 11,21,31,41,51,61,71,81 and 91 years respectively. Questionnaire was selected to be the tool for this study. The questionnaire was divided into 3 parts. First part was about personal information of the population samples which was done through check list method. The second part was about the opinions of the employees’ quality of work life in the factory. The questionnaire was designed through Likert’s Rating Scale. The third part was about the employee’s behavior, spending and incomes comparing with the work responsibilities. The questionnaire was arranged through Likert’s Rating Scale, and by Check List, and was designed to be Open Ended Questions. The Confidence index was evaluated through Cronbach’s Alpha. The Confidence index was 0.61. The Statistic used in data evaluation was percentage, average ratio, standard deviation and comparison the relation between the employees’ quality of work life and personal factors by using&#xD;
Pearson Chi-Square. With statistical index at 0.05 and used computer statistical program for evaluation. The study found that 1. The overall quality of employees’ work life was good with the average scores of 3.56. 2. The employees were found to spend for necessities. Their first priority was for personal spending. Their second priority was for their children and parents. Their third priority was for either house loans or house rent. 3. The study found that the necessary expense which was divided into ratio per&#xD;
month (baht value).The first priority was for their personal spending followed by&#xD;
expense for their children and parents and paying for house loans or house rent&#xD;
respectively. 4. 42% of the respondents’ spending behavior was found that their expense exceeded their incomes. 5. 51% of respondents had information that their work responsibilities did not match with their incomes. 6. The overall picture of the quality of work life of the population samples from both qualitative and quantitative groups were found to be good. The average scores were at 3.56 and 3.43. 7. The employees’ spending behavior depended on gender. 8. The employees’ incomes and responsibilities depended on educational level. 9. The employees’ incomes and responsibilities depended on income.; การศึกษางานวิจัยครั้งนี้  มุ่งการศึกษาการวางแผนกลยุทธ์การบริหารงานคุณภาพชีวิต     การทำงานของพนักงานบริษัทเกรียงไกรสตีลเซ็นเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นการวิจัยทั้งเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เพื่อศึกษาเกี่ยวกับคุณภาพชีวิต ของพนักงาน บริษัทเกรียงไกรสตีลเซ็นเตอร์ จำกัด โดยกลุ่มประชากรตัวอย่างของงานวิจัย          เชิงปริมาณคือพนักงานที่ผ่านการทดลองงานและบรรจุเป็นพนักงานประจำทั้งหมด จำนวน 100 คน และกลุ่มประชากรตัวอย่างของงานวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 10 คน คัดเลือกบุคคลที่มีอายุงานลำดับที่ 1, 11, 21, 31, 41, 51, 61, 71, 81 และ 91 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือแบบสอบถาม ซึ่งในแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่ 1. เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับลักษณะส่วนบุคคล   ของผู้ตอบแบบสอบถาม ชนิดเลือกรายการ (Check List)  ตอนที่ 2. เป็นแบบสอบถามระดับ     ความคิดเห็น เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของพนักงานในโรงงาน มีลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบ  มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ของ Likert  ตอนที่ 3. แบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรม   การใช้จ่ายของพนักงาน และรายได้เทียบกับลักษณะงานที่รับผิดชอบ ลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ของ Likert, ชนิดเลือกรายการ (Check List)  และลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบปลายเปิด (Open Ended Questions) โดยความเชื่อมั่นของแบบประเมินโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์ แอลฟาของครอนบราค (Cronbach) โดยค่าเฉลี่ยสัมประสิทธิ์ ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.61   สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตการทำงานของพนักงานกับปัจจัยส่วนบุคคล โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson Chi-square) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ในการประมวลผล ผลการวิจัยพบว่า  1.ระดับคุณภาพชีวิตการทำงานในภาพรวมอยู่ในระดับดี  โดยมีค่าคะแนนรวมเฉลี่ย 3.562.พบว่าพนักงาน มีข้อมูลค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ตามจำนวนเงินค่าใช้จ่าย โดยลำดับที่ 1 ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ลำดับที่ 2 ค่าเลี้ยงดูบุตร/บิดา-มารดา ลำดับที่ 3 ค่าเช่าซื้อบ้าน/ค่าเช่าบ้าน 3.พบว่าพนักงาน มีข้อมูลค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ตามสัดส่วนค่าใช้จ่าย/เดือน (หน่วย:บาท)ลำดับที่ 1 ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ลำดับที่ 2 ค่าเลี้ยงดูบุตร/บิดา-มารดา ลำดับที่ 3 หัวข้อ ค่าเช่าซื้อบ้าน/   ค่าเช่าบ้าน 4.พบว่าพนักงาน มีข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้ตอบแบบสอบถาม    ค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ของจำนวนพนักงาน คิดเป็นร้อยละ 42.0 5.พบว่าพนักงาน มีข้อมูลเปรียบเทียบรายได้กับความรับผิดชอบของผู้ตอบแบบสอบถาม เปรียบเทียบรายได้ไม่เหมาะสมกับความรับผิดชอบของจำนวน คิดเป็นร้อยละ 51.06.พบว่าพนักงาน มีระดับคุณภาพชีวิตการทำงานในภาพรวมอยู่ในระดับดี ทั้งกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณและกลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ โดยมีค่าคะแนนรวมเฉลี่ย 3.56 และ 3.43 7.พบว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายของพนักงานขึ้นอยู่กับระดับเพศ 8.พบว่ารายได้กับความรับผิดชอบของพนักงานขึ้นอยู่กับระดับการศึกษา 9.พบว่ารายได้กับความรับผิดชอบของพนักงานขึ้นอยู่กับรายได้
Description: การศึกษาอิสระ (บธ.ม.) (บริหารธุรกิจ) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2544</description>
      <pubDate>Sat, 01 Jan 2011 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/6265</guid>
      <dc:date>2011-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อกล้องดิจิตอลของผู้บริโภคในเขตจังหวัดชลบุรี</title>
      <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5494</link>
      <description>Title: การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อกล้องดิจิตอลของผู้บริโภคในเขตจังหวัดชลบุรี
Authors: เอกชัย ปู่พรม; Aekgachai Puprom
Abstract: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อกล้องดิจิตอลของผู้บริโภคในเขตจังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างทีร่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดชลบุรี จำนวน 300 คน การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบความแตกต่างของข้อมูลด้วยค่าสถิติ Chi-Square&#xD;
จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง เพื่อพิจารณาพฤติกรรมที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อกล้องดิจิตอล พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามไม่เคยซื้อกล้องดิจิตอล คนส่วนใหญ่นิยมเลือกซื้อกล้องดิจิตอบยี่ห้อ Sony เนื่องจากยังติดอยู่กับว่า ถ้าเป็นกล้องดิจิตอลต้องยี่ห้อ Sony จากกลุ่มตัวอย่างที่เคยซื้อกล้องดิจิตอล ส่วนใหญ่จะเลือกซื้อในระดับราคา 10,001-15,000 บาท เพราะราคากล้องดิจิตอลมีระดับราคาค่อนข้างสูงโดยมีวัตถุประสงค์ในการซื้อกล้องดิจิตอลเพื่อใช้ในการท่องเที่ยว จะเลือกซื้อกล้องดิจิตอลที่มีความละเอียด 3.1-4.0 ล้าน ซื้อกล้องดิจิตอลที่มีความสามารถในการซูม (Optical) ที่ระดับ 3-5 เท่า จะไปเลือกซื้อกล้องดิจิตอลด้วยตนเอง จ่ายชำระด้วยเงินสดและให้ความสำคัญกับราคาเป็นสิ่งแรกถ้าราคาถูกผู้บริโภคก็จะสนใจซื้อมากขึ้น&#xD;
ส่วนผู้ที่คิดจะซื้อกล้องดิจิตอบในอนาคตจากกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับราคาเป็นสิ่งแรก ราคาที่เหมาะสมควรจะอยู่ระดับ ถ,001-10,000 บาท จะไปซื้อด้วยตนเอง สะดวกชำระเงินโดยการจ่ายด้วยเงินสด สื่อที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด คือ โทรทัศน์ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องรายการส่งเสริมการขายโดยการแถมการ์ดหน่วยความจำเพิ่ม
Description: ภาคนิพนธ์ (บธ.ม.) (บริหารธุรกิจ) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2548.</description>
      <pubDate>Sat, 01 Jan 2005 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5494</guid>
      <dc:date>2005-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การแก้ไขปัญหาการจัดการด้านการขนส่งจากผลกระทบราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น</title>
      <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5493</link>
      <description>Title: การแก้ไขปัญหาการจัดการด้านการขนส่งจากผลกระทบราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
Authors: เอกศิษฏ์ อริยไตรรัตน์; Aksait Ariyatrairat
Abstract: การศึกษาอิสระฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาการจัดการด้านการขนส่งที่ ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และหาวิธีการต่อเนื่องจากการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่ง โดยศึกษาเฉพาะกรณีกลุ่มองค์การธุรกิจที่ว่าจ้างผู้ให้บริการกิจกรรมโลจิสติกส์ (Logistics Service Provider) เข้ามารับหน้าที่ขนส่งสินค้าให้แก่องค์การของ ตนเอง จำนวน 5 บริษัท ด้วยการสัมภาษณ์บุคคลเชิงลึก (In-Depth Interview) ในมุมมองของ เจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารด้านการขนส่ง วิธีการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการตั้งคำถามปลายเปิด (Open Ended Questions) โดยให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ผลการใช้ บริการกับผู้ให้บริการกิจกรรมโลจิสติกส์ การแก้ไขปัญหาจากผลกระทบราคาน้ำมัน และการแก้ไข ปัญหาต่อเนื่องเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพด้านการขนส่ง โดยค้นคว้ารวบรวมแนวคิด ทฤษฎีในเรื่อง การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้านการขนส่งเข้ามาประยุกต์เพื่อ เปรียบเทียบความสอดคล้องเชื่อมโยงกัน&#xD;
ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มองค์การธุรกิจที่ว่าจ้างผู้ให้บริการกิจกรรมโลจิสติกส์ จำนวน 5 บริษัท ต่างได้รับผลกระทบที่สืบเนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยผลกระทบที่มีความชัดเจน และสอดคล้องกัน ได้แก่ปัญหาด้านราคาค่าขนส่งที่ถูกผู้ให้บริการฯขอปรับราคาเพิ่มขึ้น สำหรับด้านการใช้บริการ และด้านอื่น ๆ ไม่ได้รับผลกระทบชัดเจน กลุ่มตัวอย่างทุกรายมีวิธีการแก้ไข ปัญหาดังกล่าว และวิธีการต่อเนื่องจากการแก้ไขปัญหาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่งที่มี ความสอดคล้องกับแนวคิดในเรื่องการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานด้านการขนส่ง กล่าวคือ บริษัทที่เป็นตัวอย่าง 2 บริษัท ป้องกันปัญหาการปรับราคาค่าขนส่งให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ด้วย วิธีการจัดทำข้อตกลงการปรับราคาค่าขนส่งไว้ล่วงหน้าซึ่งเป็นแนวทางการประสานประโยชน์ร่วมกันของคู่ค้าในโซ่อุปทาน บริษัทที่เป็นตัวอย่างอีก 2 ราย ให้ความสำคัญต่อความรับผิดชอบต่อการบริการลูกค้า โดย 1 ใน 2 บริษัท ยึดถือข้อตกลงด้านราคาของการซื้อขายผลิตภัณฑ์ หากราคาค่าขนส่งสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อราคาขายของผลิตภัณฑ์ด้วยดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการหารือร่วมกันกับผู้เกี่ยวข้องในโซ่อุปทานทุกรายเพื่อแก้ไขปัญหา และอีก 1 บริษัท ปรับเปลี่ยนมุมมองโดย เน้นคุณภาพการบริการมากยิ่งขึ้น และให้ความสำคัญด้านต้นทุนเป็นลำดับรองด้วยวิธีการลด สัดส่วนการว่าจ้างผู้ให้บริการกิจกรรมโลจิสติกส์ลง เพื่อดำเนินการด้านการขนส่งด้วยตนเองมาก ยิ่งขึ้น บริษัทที่เป็นตัวอย่างบริษัทสุดท้ายเน้นวิธีการจัดปริมาณสินค้าให้พอดีกับขนาดการบรรทุก และการจัดการขนส่งที่ไม่ให้เกิดปัญหาการวิ่งรถเปล่า โดยไม่มีสินค้า เพื่อชดเชยกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น สำหรับวิธีการแก้ปัญหาเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นด้วยวิธีการอื่น ๆ รวมถึงวิธีการแก้ปัญหา ต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่ง กลุ่มตัวอย่างทุกรายยังคงนำแนวคิดการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานด้านการขนส่งมาประยุกต์ใช้ด้วยวิธีการที่หลากหลายตามลักษณะของการประกอบธุรกิจของแต่ละองค์การ อาทิเช่น การจัดเส้นทางการรับสินค้า การพัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์ การใช้ศูนย์กระจายสินค้ามาช่วยในการกระจายสินค้า การใช้พาหนะหลากหลายประเภท การ เรียงซ้อนภายในตู้คอนเทรนเนอร์ การติดตั้งระบบติดตามรถยนต์ (Global Positioning System : GPS) มีระบบการคัดเลือกผู้ให้บริการกิจกรรมโลจิสติกส์ที่ดีขึ้นและการปรับเปลี่ยนการจัดการขนส่งเป็นระบบ Milk Run ในอนาคต เป็นต้น กลุ่มตัวอย่างยังเสนอแนะให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือในด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการภาคการขนส่งและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์อีกด้วย
Description: การศึกษาอิสระ (บธ.ม.) (การจัดการอุตสาหกรรม) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2551.</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2008 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5493</guid>
      <dc:date>2008-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ผลกระทบของความผูกพันต่อองค์กรกับความสามารถในการปฏิบัติงานของพนักงาน</title>
      <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5491</link>
      <description>Title: ผลกระทบของความผูกพันต่อองค์กรกับความสามารถในการปฏิบัติงานของพนักงาน
Authors: เอี่ยมพร สรรพช่าง; Iam-Phorn Sappachang
Abstract: การศึกษาเรื่อง ผลกระทบของความผูกพันต่อองค์กรกับความสามารถในการปฏิบัติงานของพนักงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบระหว่างความผูกพันต่อองค์กรกับความสามารถในการปฏิบัติงานของพนักงานและปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อระดบความสามารถในการปฏิบัติงานของพนักงาน&#xD;
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งจำนวน 350 คน เก็บรวบรวมข้อมูลดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป เพื่อคำนวณหาค่าร้อยละ (Percentage) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่าเฉลี่ย (x̄) และทดสอบสมมติฐานด้วยวิธีการทดสอบไคว์สแควร์ (Chi-Square Test) &#xD;
จากการศึกษา พบว่า ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับลักษณะส่วนบุคคลของกลุ่มเป็นเพศหญิง ร้อยละ 57.1 มีช่วงอายุระหว่าง 21-30 ปี ร้อยละ 66.2 อายุงานส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 1-5 ปี ร้อยละ 47.7 สถานภาพสมรสโสดร้อยละ 61.7 การศึกษาส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาร้อยละ 70.3 รายได้ต่อเดือนอยู่ระหว่าง 95.4 ประเภทของพนักงานส่วนใหญ่เป็นพนักงานประจำร้อยละ 73.4&#xD;
จากการศึกษา พบว่า ด้านความผูกพันต่อองค์กร มีระดับความคิดเห็นของความผูกพันต่อองค์กรในระดับมากที่สุด คือ ความผูกพันที่ต่อเนื่อง (Continuance Commitment) รองลงมาคือ มีระดับความคิดเห็นของความผูกพันต่อองค์กรอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ความผูกพันต่อองค์กรทางด้านอารมณ์ (Affective Commitment) และความผูกพันทางด้านบรรทัดฐาน (Normative Commitment) รองลงมาคือ ความผูกพันต่อองค์กรที่อยู่ในระดับปานกลางเป็นความผูกพันที่ต่อเนื่อง (Continuance Commitment) &#xD;
จากการศึกษา พบว่า องค์กรมีระดับความสามารถในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยระหว่าง 3.41-4.20 ซึ่งเป็นความสามารถในการติดต่อสื่อสารทางด้านการให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน (ค่าเฉลี่ย 3.43) รองลงมาเป็นความสามารถในการปฏิบัติงานระดับปานกลางโดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระหว่าง 2.61-3.40 ซึ่งเป็นทั้งความสามารถในการติดต่อสื่อสาร ความสามารถในการทำงานเป็นทีม ความสามารถในการวางแผนงาน และความสามารถในการแก้ไขปัญหา/การตัดสินใจ&#xD;
ผลการทดสอบผลกระทบของความผูกันต่อองค์กรกับความสามารถในการปฏิบัติงานของพนักงาน พบว่า ความผูกพันทางด้านอารมณ์ (Affective Commitment) ความผูกพันที่ต่อเนื่อง (Continuance Commitment) และความผูกพันด้านบรรทัดฐาน (Normative Commitment) มีผลกระทบต่อความสามารถในการปฏิบัติงานทางด้านความสามารถในการติดต่อสื่อสาร ความสามารถในการทำงานเป็นทีม ความสามารถในการวางแผนงาน และความสามารถในการแก้ไขปัญหา/การตัดสินใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
Description: การศึกษาอิสระ (บธ.ม.) (บริหารธุกิจ) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2553</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2010 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5491</guid>
      <dc:date>2010-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

