<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/1447</link>
    <description />
    <pubDate>Thu, 23 Apr 2026 00:53:06 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-23T00:53:06Z</dc:date>
    <item>
      <title>การกลืนกลายการเสริมพลังชาวไทยเชื้อสายรามัญและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน : กรณีศึกษาหมู่บ้านมอญปากลัด ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ</title>
      <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5407</link>
      <description>Title: การกลืนกลายการเสริมพลังชาวไทยเชื้อสายรามัญและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน : กรณีศึกษาหมู่บ้านมอญปากลัด ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ
Authors: อังคณา ศรีโต; Anugkarna Srito
Abstract: การศึกษาเรื่อง “การกลืนกลายการเสริมพลังของชาวไทยเชื้อสายรามัญและการมีส่วนร่วมในการ พัฒนาชุมชน” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในด้านการพัฒนาชุมชนของชาวมอญ ปากลัดในตำบลทรงคนอง การกลืนกลายสู่วัฒนธรรมไทย และการเสริมพลังในระดับบุคคล โดยกลุ่มเป้าหมายที่ทำการศึกษา เป็นกลุ่มผู้นำชุมชน ผู้มีความรู้ และประชาชนทั่วไป กลุ่มผู้ชาย 5 คน กลุ่มผู้หญิง 5 คน รวมทั้งหมด 10 คน ศึกษาเฉพาะหมู่บ้านทรงคนอง และหมู่บ้านโรงเรือ ใช้ รูปแบบการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ โดยทำการศึกษาเป็นรายบุคคล ใช้วิธีการสัมภาษณ์พูดคุยแบบเจาะลึก และการสังเกต โดยจะนำเสนอถึงปัจจัยส่วนบุคคลในด้านเอกลักษณ์ของมอญ การย้ายถิ่น การกลืนกลาย ทางวัฒนธรรม การเสริมพลัง และการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชน จากการศึกษา พบว่า ชาวไทยเชื้อสายมอญในหมู่บ้านทรงคนอง และหมู่บ้านโรงเรือยังคง รักษาความเป็นเอกลักษณ์ของมอญในด้านประเพณีไว้เป็นอย่างดี มีการปฏิบัติตนเป็น พุทธศาสนิกชนที่ดี ตามแบบฉบับของมอญที่เคร่งครัดในเรื่องศาสนา แต่ในด้านการแต่งกาย อาหาร ความเชื่อ และภาษา ได้มีการปรับเปลี่ยน โดยไปรับวัฒนธรรมอื่นมาผสมผสาน การย้ายถิ่นของชาวมอญ การศึกษานี้พบว่า คนมอญปากลัดในตำบลทรงคนอง ส่วนใหญ่ บรรพบุรุษรุ่นปู่ย่าตายายอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด และคนรุ่นเก่าส่วนใหญ่ไม่เคยมีการย้ายออกจากพื้นที่ เดิม นอกจากคนรุ่นใหม่ หรือรุ่นลูกหลานที่แต่งงานมีครอบครัว จึงย้ายครอบครัวตนเองออกไป การกลืนกลายทางวัฒนธรรม จากการศึกษาพบว่า ปัจจุบันชาวไทยเชื้อสายมอญในตำบลทรงคนอง ไม่จำเป็นจะต้องแต่งงานกับคนมอญด้วยกัน แต่สามารถผสมผสานกับวัฒนธรรมอื่นได้โดยปราศจาก ความขัดแย้งและอคติทางชาติพันธุ์ อาทิ คนมอญแต่งงานกับคนนับถือศาสนาอิสลาม คนมอญแต่งงาน กับคนต่างพื้นที่ เช่น คนภาคอีสาน คนจีน เป็นต้น ในด้านงานประเพณีวัฒนธรรมอื่นที่ นอกเหนือจากประเพณีที่เกี่ยวกับมอญแล้ว พบว่า ชาวไทยเชื้อสายมอญสามารถไปร่วมงานอื่น ๆ ได้ อาทิ งานแต่ง งานบวช งานแห่เทียน ทอดกฐิน หรือแม้งานประเพณีที่ต่างศาสนา เช่น ศาสนาคริสต์ อิสลาม สามารถไปร่วมงานได้ตามปกติ ไม่มีการแบ่งแยก เพราะทุกศาสนาอยู่ร่วมกันได้ การเสริมพลังในระดับบุคคลของชาวไทยเชื้อสายมอญในหมู่บ้านมอญปากลัด ตำบลทรง คนอง ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้มีความมั่นใจในตนเองสูง กล้าตัดสินใจ มีความเป็นตัวของตัวเอง เพราะเนื่องจากโครงการกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชน โดยเฉพาะด้านประเพณี ชาวไทยเชื้อสายมอญจะ เป็นผู้ริเริ่มมาก่อน จึงมีความเด็ดเดี่ยว กล้าตัดสินใจสูง โดยไม่พึ่งใคร แต่ก็มีการรับฟังความคิดเห็นของ ผู้อื่นด้วยเช่นกัน ในด้านการยอมรับและเห็นคุณค่าของผู้อื่น พบว่า ภาพรวมชาวไทยเชื้อสายมอญ เป็นคนที่ยอมรับในเหตุผล และเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์เป็นอย่างมาก ถ้าใครเดือดร้อนมาจะให้ ความช่วยเหลือและเกื้อกูลกันเป็นอย่างดี ในด้านความเอื้ออาทรที่มีต่อเพื่อนบ้านในชุมชนแต่ละบุคคล จะแสดงถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แตกต่างกันไปตามหน้าที่ หรือบางกรณีรู้สึกว่าไม่ใช่หน้าที่ตน แต่มีจิตใจ ที่โอบอ้อมอารีต่อผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก การมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของชาวไทยเชื้อสายมอญในหมู่บ้านมอญปากลัด ตำบล ทรงคนอง จากการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่บทบาทสำคัญในมีส่วนร่วม คือ บทบาทในด้านงาน ประเพณีเป็นหลัก ซึ่งชาวบ้านแต่ละคนที่มีความถนัดด้านไหน ก็จะรับผิดชอบในงานนั้น กล่าวได้ว่า บทบาทนี้ชาวไทยเชื้อสายมอญจะเป็นผู้ปฏิบัติการ นอกจากนี้ บทบาทในการมีส่วนร่วมที่เกี่ยวกับ โครงการ/กิจกรรมอื่นที่เกิดขึ้นในชุมชนขึ้นอยู่กับตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้ง หรือเกิดจากการ เสียสละเพื่อส่วนรวม ผู้วิจัยได้เสนอให้รัฐควรให้ความสำคัญแก่ชนกลุ่มน้อย กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เช่น เขมร พม่า มอญ ฯลฯ ในด้านการจัดสวัสดิการต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ซึ่งบางกรณีพบว่าชนกลุ่มน้อยที่อพยพเข้ามาอยู่ ในประเทศไทยมีทั้งที่ผิดกฎหมายและถูกกฎหมาย เช่น แรงงานต่างด้าว รัฐควรมีนโยบายเกี่ยวกับ การส่งเสริมและสนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ โดยเฉพาะในด้านเอกลักษณ์ วัฒนธรรม ซึ่งยังมิได้รับการเผยแพร่มากนัก ชุมชนควรมีการประชุม เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับ ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน เช่น การเปิดเวทีชาวบ้าน อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อรับทราบปัญหาที่ เกิดขึ้นในชุมชน และเพื่อให้ชาวบ้านตระหนัก ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและ พัฒนาชุมชนต่อไป
Description: การศึกษาอิสระ (สส.ม.) (บูรณาการนโยบายสวัดิการสังคม) --  มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2552</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2009 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5407</guid>
      <dc:date>2009-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการราชทัณฑ์ในเรือนจำและทัณฑสถานในจังหวัดชลบุรี</title>
      <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5406</link>
      <description>Title: ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการราชทัณฑ์ในเรือนจำและทัณฑสถานในจังหวัดชลบุรี
Authors: อังคณา เกษมจันศิรินนท์; Angkana Kasamchansirinont
Abstract: การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการราชทัณฑ์ใน เรือนจำและทัณฑสถานในจังหวัดชลบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของ ข้าราชการราชทัณฑ์ในเรือนจำและทัณฑสถานในจังหวัดชลบุรี เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยทางชีวสังคมกับเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการราชทัณฑ์ในจังหวัดชลบุรี และ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการราชทัณฑ์ในเรือนจำและ ทัณฑสถานในจังหวัดชลบุรี ผลการศึกษาเป้าหมายการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการราชทัณฑ์ในเรือนจำและทัณฑสถาน ในจังหวัดชลบุรี ซึ่งได้ศึกษาเป้าหมาย 2 ด้าน คือ เป้าหมายเพื่อตนเอง และเป้าหมายเพื่อองค์กร พบ ว่า (1) ข้าราชการราชทัณฑ์มีเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อตนเองในระดับสูง โดยผู้มีอายุ มากมีเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อตนเองสูง ขณะที่ผู้มีอายุน้อยมีเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อตนเองน้อย และพบปัจจัยด้านแรงจูงใจที่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่เพื่อตนเอง 4 ลักษณะ คือ บรรยากาศในองค์การ การได้รับการยอมรับ ลักษณะงาน และสภาพการทำงาน (2) ข้าราชการราชทัณฑ์มีเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อองค์กรในระดับสูง โดยพบ ปัจจัยแรงจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติหน้าที่เพื่อองค์กร 3 ปัจจัย คือ ลักษณะงาน ความก้าวหน้า ในการทำงาน และสภาพการทำงาน ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางชีวสังคม พบว่า อายุมีความสัมพันธ์กับ เป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อตนเอง โดยข้าราชการราชทัณฑ์ที่มีอายุมากมีเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อตนเองสูง ขณะที่ผู้ที่มีอายุน้อยมีเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อตนเองต่ำกว่า และเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อองค์กรจะอยู่ในระดับสูงในทุกระดับอายุ ผลการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการราชทัณฑ์ พบ ว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการราชทัณฑ์เพื่อตนเอง ได้แก่ การ ยอมรับนับถือ บรรยากาศในองค์กร ลักษณะงาน และสภาพการทำงาน และปัจจัยที่อิทธิพลต่อ เป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการราชทัณฑ์เพื่อองค์กร พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ เป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรราชทัณฑ์ ได้แก่ ลักษณะงาน ความก้าวหน้า และสภาพ การทำงาน ผลการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ให้ข้อเสนอแนะในระดับนโยบาย คือ กรมราชทัณฑ์ควรที่จะมี การยกระดับหรือประกาศให้เรือนจำและทัณฑสถานในจังหวัดชลบุรีเป็นเรือนจำที่ผ่านเกณฑ์ มาตรฐานสากลหรือ ISO เพื่อที่จะได้เป็นเรือนจำตัวอย่างให้เป็นที่ศึกษาดูงานด้านการบริหาร การ บริการ และวิชาการต่อเรือนจำอื่นต่อไป ส่วนข้อเสนอแนะระดับปฏิบัติการ คือ เรือนจำและ ทัณฑสถานควรจัดอบรมและเสริมหลักสูตรให้แก่บุคลากรอยู่สม่ำเสมอ ในการปฏิบัติงานควรคำนึง ถึงความเหมาะสม และอายุของผู้ปฏิบัติงาน ในการเข้าไปปฏิบัติงานเกี่ยวกับการงานควบคุม ควร เปิดโอกาสให้บุคลากร ได้สับเปลี่ยน โยกย้าย สถานที่ทำงานตามความเหมาะสม ควรจัดให้มีการ ตรวจสุขภาพอนามัยและสวัสดิการด้านสุขภาพอนามัยให้กับข้าราชการอย่างสม่ำเสมอ และควร สนับสนุนและส่งเสริมให้บุคลากรมีรายได้พิเศษ โดยการฝึกอบรมอาชีพแม่บ้าน ส่วนข้อเสนอแนะ ในการทำวิจัยครั้งต่อไปควรที่จะนำฐานะเศรษฐกิจของครอบครัว ภาระความรับผิดชอบ มาเป็น ตัวแปรในการวิจัยด้วย เพื่อที่จะทำให้ข้อมูลครอบคลุมมากขึ้น และควรทำการศึกษาเจาะลึกเชิงคุณภาพเพื่อหามูลเหตุจูงใจหรือสิ่งอื่นใดที่เป็นผลให้เรือนจำและทัณฑสถานในจังหวัดชลบุรีมี ความมั่นคง เนื่องจากความมั่นคงเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่อาจจะนำไปสู่ประสิทธิผลและประสิทธิภาพ
Description: สารนิพนธ์ (สส.ม.) (การจัดการโครงการสวัสดิการสังคม) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2545</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2002 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5406</guid>
      <dc:date>2002-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การอบรมเลี้ยงดูเด็กการใช้เวลาในครอบครัวอย่างมีคุณภาพและสัมพันธภาพในครอบครัว :ศึกษาครอบครัวของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาในจังหวัดสมุทรปราการ</title>
      <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5402</link>
      <description>Title: การอบรมเลี้ยงดูเด็กการใช้เวลาในครอบครัวอย่างมีคุณภาพและสัมพันธภาพในครอบครัว :ศึกษาครอบครัวของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาในจังหวัดสมุทรปราการ
Authors: อมรรัตน์ สัตบุษย์; Amornrat Sattaboot
Abstract: การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาการอบรมเลี้ยงดูเด็ก การใช้เวลาในครอบครัวอย่างมีคุณภาพและสัมพันธภาพในครอบครัวของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาในจังหวัดสมุทรปราการ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ของการอบรมเลี้ยงดูเด็ก การใช้เวลาในครอบครัว 3) ศึกษาความแตกต่างของ การเลี้ยงดู การใช้เวลาในครอบครัว และสัมพันธภาพในครอบครัวเมื่อจำแนกตามตัวแปรต่างๆ การ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงาน สามัญศึกษาในจังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 5แห่ง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณา ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียน 402 คน เป็นเพศหญิงร้อยละ 52.0 เพศชายร้อยละ 48.0 มี จำนวนบุคคลในครอบครัวเฉลี่ย 1 - 5 คน ร้อยละ 71.3 เป็นบุตรลำดับที่ 1 - 5 ส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับ บิดามารดาที่อยู่ด้วยกัน และการศึกษาระดับปริญญาตรี ส่วนใหญ่บิดามารดาเป็นผู้เลี้ยงดูอาชีพของ บิดามารดา ได้แก่ อาชีพรับจ้างเป็นส่วนใหญ่ รายได้ของครอบครัวได้รับเป็นรายเดือน และส่วนใหญ่ มีพอเพียงและเหลือเก็บ จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบความสัมพันธ์ของการอบรมเลี้ยงดูเด็ก สัมพันธภาพในครอบครัว และการใช้เวลาในครอบครัวอย่างมีสุขภาพแสดงให้เห็นว่าครอบครัวมีการเลี้ยงดูเด็กอย่างเหมาะสม อันได้แก่ การอบรมเลี้ยงดูแบบรักสนับสนุน ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ลงโทษทางจิตมากกว่าทางกาย ควบคุมน้อยมากกว่าควบคุมมากและพึ่งตนเองเร็ว มีความสัมพันธ์กับการที่ครอบครัวมี ความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว และการใช้เวลาในครอบครัวอย่างมีคุณภาพ หมายถึง หากมีการเลี้ยงดูเด็กอย่างเหมาะสม ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวจะดี และจะมีการใช้เวลาในครอบครัวอย่างมี คุณภาพสูงด้วย เนื่องจากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การใช้เวลาในครอบครัวอย่างมีคุณภาพ และสัมพันธภาพ ภายในครอบครัว มีความสอดคล้องกับการอบรมเลี้ยงดู ทั้ง 5 แบบ ครอบครัวที่มีสัมพันธภาพที่ดี ครอบครัวจะต้องมีบิดามารดา อบรมเลี้ยงดูลูกร่วมกัน การใช้เวลาในครอบครัวอย่างมีคุณภาพ และสัมพันธภาพในครอบครัวอย่างเหมาะสม ผู้วิจัยเสนอแนะแนวทางในการให้ความช่วยเหลือ ได้แก่ ส่วนรวมให้บิดามารดามีเวลาแก่บุตรเพื่อให้คำปรึกษาแนะนำช่วยแก้ไขปัญหาให้บิดามารดา รวมกลุ่มกันเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา ลดความเครียด ควรมีกิจกรรมร่วมกันระหว่างบิดามารดาและ บุตร เพื่อให้บุตรมีพฤติกรรมที่เหมาะสม และโรงเรียน ครู ผู้ปกครองเด็ก ควรร่วมกันวางแผนการ เรียนการสอน เพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนาสติปัญญาของตน แก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมมากกว่า การใช้อารมณ์
Description: สารนิพนธ์ (สส.ม.) (การบริหารสังคม) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2546</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2003 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5402</guid>
      <dc:date>2003-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การสำรวจการใช้จ่ายเงิน ภาวะหนี้สินและการแก้ไขปัญหาของข้าราชการครู สังกัดสำนักงานประถมศึกษา กิ่งอำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ</title>
      <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5400</link>
      <description>Title: การสำรวจการใช้จ่ายเงิน ภาวะหนี้สินและการแก้ไขปัญหาของข้าราชการครู สังกัดสำนักงานประถมศึกษา กิ่งอำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ
Authors: อนุศิษฐ์ สุดจิตร; Anusit Sudjit
Abstract: การศึกษาการสำรวจการใช้จ่ายเงินภาวะหนี้สินและการแก้ไขปัญาของข้าราชการครู สังกัดสำนักงานประถมศึกษ กิ่งอำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อสำรวจภาวะการมีหนี้สินของข้าราชการครู และเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาภาวะหนี้สินของข้าราชการครู&#xD;
กลุ่มตัวอย่างเป็นข้าราชการครูสังกัดสำนักงานประถมศึกษา กิ่งอำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ 7 โรงเรียน จำนวน 75 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์โดยใช้ตารางไขว้&#xD;
ค่าใช้จ่ายด้านบริโภคนิยม : กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มักจะร่วมงานสังสรรค์กับเพื่อน ในระดับค่อนข้างน้อย (ค่าเฉลี่ย 1.83) และมีการเลียนแบบในระดับน้อย (ค่าเฉลี่ย 1.31) มีค่านิยมในการบริโภคในระดับค่อนข้างน้อย มีการช่วยเหลือญาติพี่น้องในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 2.73) มีค่าใช้จ่ายเพื่ออำนวยความสะดวกในระดับปานกลาง (2.78) และเสียภาษีสังคมในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 3.17)&#xD;
ค่าใช้จ่ายด้านการสร้างหลักประกัน : กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีค่าใช้จ่ายด้านการสร้างหลักประกันในระดับค่อนข้างน้อย (ค่าเฉลี่ย 2.32)&#xD;
ค่าใช้จ่ายประจำวันของตัวเองและครอบครัว : กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายประจำวันของตัวเองและครอบครัว ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 2.98)&#xD;
ภาวะหนี้สินของข้าราชการครู : กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ จะไม่มีบัตรเครดิตในการซื้อสินค้าแล้วจ่ายทีหลัง กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นหนี้สินกับสหกรณ์ออมทรัพย์ (100,001-300,000 บาท) เพื่อนำไปชำระหนี้ และชำระหนี้โดยการหักเงินเดือน นอกจากนั้นเป็นหนี้ธนาคาร (100,001-300,000 บาท) เพื่อนำไปปลูกซื้อบ้าน และชำระหนี้โดยการหักเงินเดือน เป็นหนี้ผู้ปล่อยเงินกู้ (300,001-500,000 บาท) เพื่อนำไปลงทุนประกอบอาชีพ และชำระหนี้โดยการจ่ายเป็นงวด ๆ เป็นหนี้ญาติ (100,001-300,000 บาท) เพื่อนำไปลงทุนประกอบอาชีพ และชำระหนี้โดยการจ่ายเป็นงวดๆ เป็นหนี้สินค้าเงินผ่อน (ต่ำกว่า 50,000 บาท) เพื่อนำไปซื้อรถยนต์ และเป็นหนี้ในการซื้อสินค้าผ่านบัตรเครดิต (ต่ำกว่า 50,000 บาท) และชำระหนี้โดยการจ่ายเมื่อถึงกำหนด และกลุ่มตัวอย่างยังให้เหตุผลด้านปัญหาและอุปสรรคในการชำระหนี้ คือ เมื่อชำระหนี้แล้วค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอ และภาวะในเศรษฐกิจในปัจจุบันสินค้าต่างๆ มีราคาสูงมาก&#xD;
แนวทางการแก้ไขปัญหาภาวะหนี้สินของข้าราชการครู : กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เสนอแนะวิธีการแก้ปัญหา คือ การหารายได้พิเศษทำ เช่น การสอนพิเศษ การค้าขาย การประหยัดในการใช้จ่าย มีการวางแผนก่อนการใช้จ่าย ลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย ลดการสังสรรค์กับเพื่อน และขอความช่วยเหลือจากญาติพี่น้อง&#xD;
ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งนี้ต่อข้าราชการครู : คือ (1) กระทรวงศึกษาธิการควรจัดให้มีการหารายได้เสริมให้แก่ข้าราชการครู และคู่สมรส เช่น การฝึกอาชีพต่าง ๆ เพื่อแบ่งเบาภาระในครอบครัว โดยสอบถามความต้องการเกี่ยวกับอาชีพที่ต้องการฝึกตามความต้องการ และตามความสามารถ (2) กระทรวงศึกษาธิการควรปรับปรุงสวัสดิการแก่ข้าราชการครู เช่น ควรเพิ่มค่าใช้จ่ายในการให้เด็กไปทำกิจกรรมนอกโรงเรียน และเพิ่งงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์สื่อการเรียนการสอน (3) ควรรณรงค์ให้ข้าราชการครูและครอบครัวรู้จักประหยัด ไม่ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย และลดค่านิยมในการบริโภค สำหรับข้อเสนอแนะต่อการทำวิจัยครั้งต่อไป ควรศึกษาแนวทางการจัดสวัสดิการข้าราชการครู ควรศึกษาภาวะหนี้สิน กลุ่มอื่นๆ เช่น องค์กรครูเอกชน องค์การบริหารส่วนตำบล ข้าราชการทหาร และควรศึกษาผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ต่อภาวะหนี้สินของข้าราชการครู
Description: ภาคนิพนธ์ (สส.ม.) (การบริหารสังคม) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2546</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2003 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5400</guid>
      <dc:date>2003-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

