<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/56</link>
    <description />
    <pubDate>Thu, 16 Apr 2026 11:04:56 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-16T11:04:56Z</dc:date>
    <item>
      <title>คำศัพท์ไทย-อังกฤษ สำหรับติดต่อราชการและการประชุมระหว่างประเทศ</title>
      <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/3908</link>
      <description>Title: คำศัพท์ไทย-อังกฤษ สำหรับติดต่อราชการและการประชุมระหว่างประเทศ
Authors: จิรประภา อัครบวร; วัลลภ ใหญ่ยิ่ง; บรรจบ ปิยมาตย์; Wullop Yaiying; Banjob Piyamat
Description: สารบัญ: หมวดบริหารราชการแผ่นดิน -- หมวดการจัดทำงบประมาณ -- หมวดการเขียนหนังสือราชการ -- หมวดการประชุมระหว่างประเทศ -- ตัวย่อที่เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน -- ตัวอย่างบทสนทนาที่จำเป็นในการประชุมในบริบทอาเซียน</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2014 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/3908</guid>
      <dc:date>2014-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชนสำหรับพระสงฆ์และผู้แทนชุมชน เพื่อส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: กรณีศึกษา วัดบัวโรย อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ</title>
      <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/3907</link>
      <description>Title: การพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชนสำหรับพระสงฆ์และผู้แทนชุมชน เพื่อส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: กรณีศึกษา วัดบัวโรย อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ
Authors: บรรจบ ปิยมาตย์; Banjob Piyamat
Abstract: งานวิจัย เรื่องการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชนสำหรับพระสงฆ์และผู้แทนชุมชน เพื่อส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: กรณีศึกษาวัดบัวโรย อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรสาคร มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาระดับความสำคัญ ปัญหาและความต้องการต่อการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสำหรับพระสงฆ์และผู้แทนชุมชน 2) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกเสริมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสำหรับพระสงฆ์และผู้แทนชุมชนและ 3) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความสามารถด้านทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของกลุ่มเป้าหมายก่อนและหลังใช้คู่มือแบบฝึกเสริมทักษะการใช้ภาษาอังฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชน โดยใช้วิธีการหลายแบบทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์การวิจัย ได้แก่ ทดสอบก่อนและหลังการฝึกอบรม (Pretest, Posttest) การตอบแบบสอบถาม (Questionnaire) การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept Interview) กับกลุ่มเป้าหมายจำนวน 10 คน ประกอบดวยผู้อำนวยการและครูโรงเรียนวัดบัวโรย ข้าราชการและพนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ&#xD;
ผลการวิจัยด้านความสำคัญ ปัญหาและความต้องการต่อการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชน พบว่า 1) ความต้องการปรับปรุงทักษะด้านภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่  ทักษะการฟัง (Listening Skill) การพูด (Speaking Skill) การอ่าน (Reading Skill) การเขียน (Writing Skill)  และไวยากรณ์ (Grammar Skill) ของกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 10 คน โดยรวมอยู่ในระดับมากมีคะแนน มีค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 2.92 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 2.06&#xD;
ผลการวิจัยด้านความต้องการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษาเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชน โดยแยกสำรวจตามทักษะทางภาษาแต่ละด้าน พบว่า ทักษะด้านไวยากรณ์ มีความต้องการพัฒนาปรับปรุงมากที่สุดมีค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 3.5 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.67 รองลงมา คือ ทักษะการเขียน และทักษะการพูด มีค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 2.9 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.70 เท่ากัน ขณะที่ทักษะการฟัง มีค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 2.7 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.64 และทักษะการอ่าน มีค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 2.6 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (S.D.) = 0.66 มีระดับความต้องการปรับปรุงต่ำสุดเมื่อเทียบกับทักษะด้านอื่น ๆ จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมายมีปัญหาและความต้องการพัฒนาปรับปรุงทักษะด้านไวยากรณ์ (Grammar) ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ทักษะการเขียน (Writing) และทักษะการพูด (Speaking) ขณะที่ทักษะการฟัง (Listening) และทักษะการอ่าน (Reading) กลุ่มเป้าหมายมีความต้องการพัฒนาปรับปรุงน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับทักษะด้านอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ&#xD;
ผลการวิจัยด้านระดับความสำคัญของทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน และไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับกลุ่มเป้าหมายจำนวน 10 คน พบว่ามีคะแนนระดับความสำคัญที่ค่าคะแนนเฉลี่ย  x̄ = 3.16 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 1.96 ซึ่งแสดงว่ากลุ่มเป้าหมายให้ความสำคัญทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน และไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในระดับมาก ผลการวิจัยด้านระดับความสำคัญของทักษะภาษาอังกฤษต่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชน แยกตามทักษะแต่ละด้าน พบว่า ทักษะการฟัง (Listening) เป็นทักษะที่ผู้เข้าอบรมเห็นว่ามีความสำคัญมากที่สุด มีค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 3.6 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.66 รองลงมาคือ ทักษะการพูด (Speaking) มีค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 3.4 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.92 ทักษะการอ่าน (Reading) และทักษะการเขียน (writing) มีค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 3.1 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐน (S.D.) = 1.04 เท่ากัน ส่วนทักษะด้านไวยากรณ์ (Grammar) มีระดับความสำคัญน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับทักษะด้านอื่น ๆ ที่ค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 2.6 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 1.28 แสดงให้เห็นว่าซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ข้อที่ 1&#xD;
ผลการวิจัยด้านระดับความจำเป็น และระดับปัญหาต่อรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในการฝึกอบรมหลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ของกลุ่มเป้าหมายจำนวน 10 คน พบว่ากลุ่มเป้าหมายมองว่ากิจกรรมดังกล่าวมีความจำเป็นในระดับมากที่สุด มีค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 3.81 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 1.80 ส่วนระดับปัญหา มีค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 3.4 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 1.0&#xD;
จากผลการวิจัยดังกล่าวข้างต้นนี้จึงสรุปได้ว่า กลุ่มเป้าหมายเห้นว่าทักษะทางภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณะชุมชนมีความสำคัญและมีความจำเป็นอยู่ในระดับมาก และกลุ่มเป้าหมายระบุว่ามีความต้องการพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของตนเองในระดับมาก โดยพบว่าทักษะด้านไวยากรณ์ คือ ทักษะที่กลุ่มเป้าหมายมีปัญหาในการใช้มากที่สุด ส่วนทักษะด้านการพูดเป็นทักษะที่มีความต้องการพัฒนาปรับปรุงมากที่สุด และกลุ่มเป้าหมายระบุว่า กิจกรรมการฝึกทักษะดังกล่าวมีความจำเป็นในระดับมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ข้อที่  &#xD;
ผลการวิจัยด้านการพัฒนาคู่มือแบบฝึกหัดการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณะชุมชนสำหรับพระสงฆ์และผู้แทนชุมชน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กรณีศึกษาวัดบัวโรย ผลการวิจัยพบว่า ขั้นตอนการจัดทำคู่มือแบบฝึกหัดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ประกอบด้วย 1) สำรวจข้อมูลอัตลักษณะชุมชน 2) สำรวจความสำคัญ ปัญหา และความต้องการของกลุ่มเป้าหมายต่อการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชน 3) สนทนากับผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อหาแนวทางจัดทำคู่มือแบบฝึก 4) จัดทำคู่มือแบบฝึกตามข้อมูลที่รวบรวมได้มา 5)  ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจประเมินคู่มือแบบฝึก 6) ปรับแก้คู่มือแบบฝึกตามข้อเสนอของผู้ทรงคุณวุฒิ 7) นำคู่มือแบบฝึกไปทดลองใช้กับกลุ่มเป้าหมาย ปัจจัยที่ส่งผลให้การจัดคู่มือแบบฝึกทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณะชุมชนประสบความสำเร็จ คือ การให้ความสำคัญกับการนำเสนออัตลักษณ์ชุมชนทั้ง 4 ด้าน ดังกล่าวข้างต้น และคู่มือแบบฝึกได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิถึงความถูกต้องเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีความพึงพอใจในคู่มือแบบฝึกการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชน ในระดับมากที่สุด ที่ค่าคะแนนเฉลี่ย 4.55&#xD;
จากผลการประเมินดังกล่าวสรุปได้ว่า คู่มือแบบฝึกทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชน มีความเหมาะสมและสามารถใช้ประกอบการอบรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผลการประเมินความพึงพอใจต่อการจัดหลักสูตรฝึกอบรม แสดงให้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมายมีระดับความพึงพอใจต่อการจัดฝึกอบรมทุกด้านที่ค่าคะแนนเฉลี่ย x̄ = 4.58 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ 2.60 ถือว่ามีระดับความพึงพอใจที่ระดับมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ข้อที่ 2&#xD;
ผลการวิจัยด้านการศึกษาเปรียบเทียบสัมฤทธิผลการใช้คู่มือแบบฝึกทักษะการใช้ภษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชน พบว่าคะแนนเฉลี่ยสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมายก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย x̄ = 29.0 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 4.92 และคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย x̄ = 35.80 และมีส่วนเฉลี่ยเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 5.22 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเมื่อกลุ่มเป้าหมายผ่านการฝึกอบรมด้วยการใช้คู่มือแบบฝึกทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชนแล้ว มีพัฒนาการหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ข้อที่ 3&#xD;
จากผลการวิจัยดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปได้ว่า การนำคู่มือแบบฝึกทักษะการใช้ภาษาอังกฤาเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ชุมชนไปใช้จัดการฝึกอบรมมีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐานและมีความแตกต่างทางนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ระหว่างก่อนและหลังการใช้คู่มือแบบฝึก ทั้งนี้การสร้างคู่มือแบบฝึกการใช้ภาษาอังกฤษในงานวิจัยชิ้นนี้ มีกระบวนการที่ให้ความสำคัญกับการสำรวจปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายก่อน จากนั้นมีการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาอังกฤษและการท่องเที่ยว จนได้เนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสมครอบคลุมอัตลักษณะชุมชนวัดบัวโรย 4 ด้าน ได้แก่ 1) อัตลักษณะด้านประวัติศาสตร์วัดบัวโรย (Historical Significance) 2) อัตลักษณ์ด้านกิจกรรมและประเพณีและคุณค่าทางสังคม (Social Significance) 3) อัตลักษณ์ด้านคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ของวัดบัวโรย (Aesthetic Significance) 4) อัตลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมวัดบัวโรย (Environmental Significance) จึงทำให้กลุ่มเป้าหมายได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและคุณภาพคู่มือแบบฝึกอยู่ในระดับดีมาก ที่ค่าคะแนนเฉลี่ย 4.55; This research is entitled ‘The Development of English Skills for Identity and Meaning Communications for Buddhist Monks and Community’s Representation to Promote Cultural Tourism: A Case Study of Bua Roi Temple, Bang Saothong District, Samutprakarn Province’. It was a mixed research methods; Qualitative and Quantitative studies for data collection with three main objectives as follows: 1) To study the significance, problems and necessity of English Skills Development for Buddhist Monks and Community’s Representatives to promote Cultural Tourism, 2) To develop the training handbook of English for Communication Skills to promote Cultural Tourism, and 3) To compare the learning achievement in English Communication Skills of the participants after completion of the training course by using the developed handbook. &#xD;
The research sample group consisted of 10 participants who are 1 school director and 5 teachers at Wat Roi Primary School, 4 representatives of Bang Saothong Sub-district Administrative Office, Samutprakan Province. They were purposively selected to attend this experimental research. The research instruments for data collection were questionnaires, achievement tests (pre-test and post-test) semi-structure interview protocol, and lesson plans. The data was analyzed by ways of percentages, mean, and inferential statistic using t-test and f-test. As the significant statistics used for analyzing data is at 0.005 level. The results of this research were as follows:&#xD;
1. In response to the research question number 1 concerning the importance, problem and necessity of English for Communication Skills, the results showed that 1) the participants were satisfied with the importance and necessity of English for Communication Skills Development, the results showed that 1) the participants were satisfied with the importance and necessity to develop their English communications skills; listening, speaking, reading, writing and grammar for identity and meaning communications. The findings indicated their satisfactory with the average x̄ = 2.92 and S.D. = 2.06. In each language skill, the results revealed that, grammar skill was in the higher demand for development ) (x̄ = 3.5, S.D. = 0.67), writing and speaking skills gained next (x̄ = 2.9, S.D. = 0.64), listening skill reflected x̄ = 2.7, S.D. = 0.64, and reading skill showed the lowest need in development by the statistical result x̄ = 2.6, S.D. = 0.66. The participants had very high appreciation upon the training activities formal and its importance (x̄ = 3.81, S.D. = 1.80) while the problem considered as x̄ = 3.4 and S.D. = 1.0.&#xD;
From the above findings, it was possibly assumed that the participants attached great importance to the English for communication skills development. The statistics supported that self-development in English for communication skills were highly needed among 10 participants. Grammar became their utmost problem in using English for communications. Meanwhile, they considered speaking skill was the most wanted one to be developed. They appreciated all the provided training activities which matched their need the most. These were also consistent with the research objective number 1.&#xD;
2. The research results in the preparation of English for  Communication Handbook indicated that the training handbook covered the identity of Bua Roi Temple community in 4  main aspects: 1) Historical Significance, 2) Social Significance, 3) Aesthetic Significance, and 4) Environment Significance, respectively. The expert committee had a very high satisfactory for the handbook with an average point of 4.55. From the results, it showed that the handbook was highly appropriated for the instruction. Also, the participant’s feedback from the program came out in the highest satisfactory with x̄ = 4.58 and S.D. = 2.60.&#xD;
In conclusion, the designed creative training handbook had been proved to meet the standardized efficient method. This was consequently processed of the creation of the training handbook which focused on the following effective processes. Firstly, surveying the problems and requirements of the targeted group in terms of English for  communication skills and knowledges of their community identity. Secondly, group discussions with the experts concerning of teaching English for communications, English for Hotel and Tourism, and English for Presentation. The discussions were held to scope the contents and methodology responding to the require syllabus, the lectures teaching the above-mentioned courses and experts integrated their sciences in working groups discussion. As a result, the efficient and unique training handbook had been created for efficient English learning for Communication Skills for meanings and identity communication. The result was in consistent with the objective number 2.&#xD;
3. The research results on the comparison of learning achievement in English Communication Skills of the participants after completion of the training course by utilizing the developed handbook were found that the participants had significantly increased their knowledge and skills in English for communications skills after taking parts of the training program. The average evaluation below was before and after the program: x̄ = 29.0, x̄ = 35.80 S.D. = 4.92, S.D. = 5.22. The assessment came out in a very positive satisfactory with average x̄ = 4.55.&#xD;
The research results on the understanding of identify in the Bua Roi Temple Community had exceedingly changed after the training program; from x̄ = 3.50, S.D. = 1.35 to x̄ = 13.10, and S.D. = 0.74. The results also revealed the highest satisfaction from participants after the program with the average x̄ = 4.54 and SD = 2.57. The statistical level of 0.5 implied significant change of development, which was consistent with the objective number 3.</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2023 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/3907</guid>
      <dc:date>2023-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนาสื่อวิทยุโทรทัศน์เพื่อการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ออำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก</title>
      <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/3887</link>
      <description>Title: การพัฒนาสื่อวิทยุโทรทัศน์เพื่อการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ออำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
Authors: กิตติพงษ์ พุ่มพวง; พัชรินทร์ บูรณะกร; Kittipong Phumpuang; Patcharin Buranakorn
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสื่อวิทยุโทรทัศน์ด้านการสื่อสารเพื่อการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก และเพื่อนำสื่อวิทยุโทรทัศน์ด้านการสื่อสารเพื่อการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ไปเผยแพร่แก่เยาวชน ผลการวิจัยพบว่า&#xD;
ตอนที่ 1 การพัฒนาสื่อวิทยุโทรทัศน์ด้านการสื่อสารเพื่อการใช้ประโยชน์จากการวิจัยด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก การนำงานวิจัยของ สกว. 2 เรื่อง ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก มาเป็นเนื้อหาสำคัญในการสร้างสื่อวิทยุโทรทัศน์ โดยกำหนดสื่อวิทยุโทรทัศน์ออกเป็น 4 ตอน ดังนี้&#xD;
ตอน 1 อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า&#xD;
ตอน 2 วิถีชีวิตที่ยั่งยืนตามรอยปราชญ์แห่งแผ่นดิน (วิถีชีวิตเกษตรพอเพียงหมู่บ้านร่องกล้า)&#xD;
ตอน 3 วัฒนธรรมม้ง หมู่บ้านร่องกล้า&#xD;
ตอน 4 วิถีชีวิตบ้านห้วยน้ำไซ (การอยู่ร่วมกันของชาวม้ง หมู่ 15, 16 และชาวไทย หมู่ 17)&#xD;
ค่าเฉลี่ยผลการประเมินคุณภาพสื่อวิทยุโทรทัศน์ของทั้ง 4 ตอน อยู่ในระดับมาก (4.14)&#xD;
ตอนที่ 2 การนำสื่อวิทยุโทรทัศน์ด้านการสื่อสารเพื่อการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ไปเผยแพร่แก่เยาวชน&#xD;
กลุ่มที่ 1 เยาวชนในพื้นที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ได้แก่ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาในโรงเรียนพื้นที่ ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโก จำนวน 3 โรงเรียน สรุปผลประเมินการรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (4.53)&#xD;
กลุ่มที่ 2 เยาวชนนอกพื้นที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ได้แก่ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาในจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 3 โรงเรียน สรุปผลประเมินการรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (4.51)&#xD;
กลุ่มที่ 3 เยาวชนชาวต่างชาติที่เข้ามาศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย ได้แก่ นักศึกษาชาวจีนที่เข้ามาศึกษาหลักสูตรภาษาไทยในประเทศไทย จำนวน 3 แห่ง สรุปผลประเมินการรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (4.53)&#xD;
ตอนที่ 3 การเผยแพร่การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยสู่สาธารณชนในวงกว้าง ได้แก่ กลุ่มหน่วยงานในพื้นที่และท้องถิ่น เช่น อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า บ้านใหม่ร่องกล้า กลุ่มสื่อสารมวลชน เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดพิษณุโลก สถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 11 จังหวัดพิษณุโลก ฯลฯ กลุ่มเครือข่ายวิชาการ เช่น สถานอารยธรรมศึกษาโขงมหาวิทยาลัย สาลวินนเรศวร และสื่อสังคมออนไลน์</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2016 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/3887</guid>
      <dc:date>2016-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนาการเรียนรู้คุณค่าวรรณคดีไทยผ่านรูปแบบสื่อประสม</title>
      <link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/3885</link>
      <description>Title: การพัฒนาการเรียนรู้คุณค่าวรรณคดีไทยผ่านรูปแบบสื่อประสม
Authors: พัชรินทร์ บูรณะกร; กิตติพงษ์ พุ่มพวง; Patcharin Buranakorn; Kittipong Phumpuang
Abstract: ผลการวิจัยด้านปัญหาการจัดการเรียนการสอนวรรณคดีไทย พบว่า ผู้เรียนไม่ได้เกลียดหรือไม่ชอบเนื้อหาในวรรณคดีไทย แต่เบื่อหน่ายการเรียนการสอนวรรณคดีไทย เนื่องจากครูสอนอ่านเอาเรื่อง ให้ท่องจำคำศัพท์ สอนโดยไม่เชื่อมโยงเนื้อหากับชีวิตประจำวันของผู้เรียน การแก้ปัญหาการเรียนการสอนวรรณคดี ควรให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะความคิด การกระตุ้นให้ผู้เรียนฝึกตั้งคำถาม การเล่นเกม การแสดงบทบาทสมมุติ การฝึกคิดแก้ปัญหาแทนตัวละคร การเชื่อมโยงเนื้อหาในอดีตมาสู่ชีวิตจริงในปัจจุบัน การวิเคราะห์วิจารณ์ภาษา เนื้อหา คุณค่าในวรรณคดีผลการวิจัยด้านการวิเคราะห์หาแนวทางการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยผ่านรูปแบบสื่อประสม พบว่า ผลการคัดเลือวรรณคดีไทยที่จะนำไปทำสื่อประสม  จำนวน 6 เรื่อง ได้แก่ นิราศภูเขาทอง พระอภัยมณี ลิลิตตะเลงพ่าย มัทนะพาธา ขุนช้างขุนแผน สังข์ทอง โดยมีข้อเสนอแนะเพื่อนำไปจัดทำสื่อประสมและเทคนิคการนำเสนอ ด้วยการวาดภาพตัวละคร การถ่ายทำวีดิทัศน์ การเล่นเกม จัดทำการ์ตูนเอนิเมชั่นภาพเคลื่อนไหว ภาพกราฟิก การนำสื่อภาพยนตร์ ละครเวที ละครโทรทัศน์ บางตอนมาประกอบในสื่อประสม การอัดเสียงบรรยาย สนทนา การอ่านบทกลอนเป็นร้อยแก้ว ปัจจัยที่ส่งผลให้การจัดทำสื่อประสมวรรณคดีไทยประสบความสำเร็จคือ การให้ความสำคัญกับการจัดทำ storyboard และเนื้อหาวรรณคดีไทยทั้ง 6 เรื่อง เป็นอย่างมาก ตรวจแก้ไข และให้ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขอย่างละเอียดมากเพื่อให้สื่อประสมที่จัดทำสามารถสื่อเรื่องราววรรณคดีไทยที่สามารถพัฒนาผู้เรียนด้านการเรียนรู้คุณค่าด้านสุนทรียศาสตร์ คุณค่าด้านสังคม และคุณค่าด้านคติธรรม  ได้อย่างลึกซึ้งตามแนวคิดสำคัญของวรรณคดีไทยทั้ง 6 เรื่องผลการวิจัยด้านการจัดทำสื่อประสมสำหรับการเรียนรู้คุณค่าวรรณคดีไทย พบว่า ขั้นตอนการจัดทำสื่อประสม คือ 1) เขียน storyboard 2) ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจ story board 3) แก้ไข story board 4) ประชุมฝ่ายเนื้อหากับฝ่ายจัดทำสื่อประสม 5) รวบรวม resource เพื่อใช้จัดทำสื่อประสม เช่น การวาดภาพตัวละคร การถ่ายทำวีดิทัศน์ การเล่นเกม จัดทำการ์ตูนเอนิเมชั่นภาพเคลื่อนไหว ภาพกราฟิก การนำสื่อภาพยนตร์ ละครเวที ละครโทรทัศน์ บางตอนมาประกอบในสื่อประสม การอัดเสียงบรรยาย สนทนาม การอ่านบทกลอนเป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง 6) จัดทำสื่อประสมวรรณคดีไทย 6 เรื่อง 7) ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสื่อประสมวรรณคดีไทย 6 เรื่อง พระอภัยมณี 8) แก้ไขสื่อประสมวรรณคดีไทย 6 เรื่อง จนเสร็จสมบูรณ์ ผลการประเมินคุณภาพสื่อประสมทั้ง 6 เรื่อง อยู่ในระดับดีมากสามารถนำไปใช้จัดการเรียนการสอนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยได้ต่อไปผลการวิจัยด้านการนำสื่อประสมการเรียนรู้คุณค่าวรรณคดีไทยไปพัฒนาผู้เรียน พบว่า การนำสื่อประสมวรรณคดีไทยทั้ง 6 เรื่อง ไปจัดการเรียนการสอนกับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ตอนปลาย นักศึกษาไทยและชาวต่างชาติที่เรียนสาขาวิชาเอกภาษาไทยในมหาวิทยาลัย พบว่า  บทเรียนสื่อประสมการเรียนรู้คุณค่าวรรณคดีไทยมีประสิทธิภาพ 87.67/89.20 ซึ่งสอดคล้องเป็นไปตามสมมุติฐาน ข้อ 1 และผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนรู้คุณค่าวรรณคดีไทยผ่านสื่อประสม หลังการเรียนรู้มีประสิทธิภาพสูงกว่าก่อนการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องเป็นไปตามสมมุติฐาน ข้อ 2จากผลการวิจัยดังกล่าวข้างต้นนี้ จึงสรุปได้ว่า การนำบทเรียนสื่อประสมการเรียนรู้คุณค่าวรรณคดีไทยไปใช้จัดการเรียนการสอน มีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐานและมีความแตกต่างทางนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ระหว่างก่อนและหลังการใช้บทเรียนสื่อประสม ทั้งนี้เนื่องจากกระบวนการสร้างสื่อประสมการเรียนรู้คุณค่าวรรณคดีไทยในงานวิจัยชิ้นนี้ มีกระบวนการที่ให้ความสำคัญกับการสำรวจปัญหาและความต้องการของผู้เรียนก่อน จากนั้นมีการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญด้านการสอนวรรณคดีไทย จนได้เนื้อหา และกลวิธีสำคัญอันจะนำไปสู่การจัดการเรียนการสอนวรรณคดีได้ตรงตามที่หลักสูตรต้องการ และได้มีการประชุมคณะทำงานด้านการสร้างสื่อประสมที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีการศึกษาและด้านวรรณคดีไทยมาช่วยกันบูรณาการศาสตร์ทั้งสองเข้าด้วยกันจนได้สื่อประสมการเรียนรู้คุณค่าวรรณคดีไทยที่มีประสิทธิภาพ และแตกต่างจากสื่อเทคโนโลยีด้านวรรณคดีประเภทอื่น ๆ คือ เน้นที่การเรียนรู้คุณค่าวรรณคดีไทย 3 คุณค่า ได้แก่ คุณค่าด้านสุนทรียศาสตร์ คุณค่าด้านสังคม และคุณค่าด้านคติธรรม จึงทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วรรณคดีไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น; Research on the development of learning values of Thai literature through mixed media have purposes are 1) To analyze problems in teaching and learning Thai literature 2) To analyze and find a way to manage Thai literature through multimedia 3) T0 create a multimedia for learning the value of Thai literature 4) To apply the multimedia to learn about the value of Thai literature to develop learners. By using various research methods according to the research objective. Including High school students interview and higher education students Thai Language Department. Focus group experts in Thai literature to find ways to manage Thai literature through multimedia. Multimedia creation. Using multimedia to try and develop learners. The research results on problems of teaching and learning Thai literature were found that students did not dislike contents of Thai literature but felt bored of teachers’ teaching styles focusing on reading comprehension and memorizing vocabulary without relating the stories to learners’ daily life. In order to solve the problems, the focus of teaching should be on improving learners’ skills of thinking, asking questions, creating games or activities, performing role-plays, solving problems of characters, relating stores in the past to nowadays lives, and analyzing or criticizing stories and values in the studied literature. The research results in analyzing the approaches of Thai literature learning management through a multimedia were found that the results of the selection of Thai literature to be used for multimedia is six classical Thai literatures, which were Niras Phukhaootong; Pra Apaimanee; Lilit Talaengpai; Muttanapatha; Khunchang Khunphan; and Sangthong. The multimedia suggested to be created were; drawings of  characters; videos making; electronic games; animated cartoons; moving pictures; graphic pictures; adding parts of films, stage dramas, or television drama in the teaching media; audio recordings; conversations; and reading proses of the poetry. Factors making the created multimedia efficient were the focus on storyboard and the content of the six literature. Also, the careful reviews and suggestions made the completed media very effective, which motivated learners to be aware of aesthetic, social, and moral values of the six literature. The results of the research on the preparation of multimedia for learning the value of Thai literature were found that Processes of developing the multimedia were: 1) writing scripts and drawing storyboards; 2) storyboards were checked by scholars;  3) reviewing storyboards; 4) discussions between content writers and media producers;  5) gathering of resources for media production drawing characters; video filming; games designing; animation cartoon making; graphic designing; collecting of related motion pictures, state performances, and television dramas for parts supporting; and sound making, including narrations, conversations, and prose and poetry chanting; 6) multimedia production of the six classical Thai literature; 7) reviewing of the multimedia by scholars; and 8) revising of the multimedia and the completion media. The results of the evaluation of the quality of all 6 multimedia media were at a very good level as teaching materials for schools and universities.For the application of multimedia for learning values of Thai literature to develop learners three secondary schools and students majoring in Thai language from three universities, participated the application. The result was found that the efficiency of the multimedia drills and exercises was 87.67/89.20, respectively, according to the first assumption. For the achievement of learning through the multimedia, the post-test score was significantly higher than the pre-test at 0.05 statistic level, according to the second assumption.From the above findings, it was possibly assumed that the application of multimedia, and its drills and exercises, for learning values of Thai literature in classes was efficient and standardized, the pre-test and post-test scores were significantly differed at 0.05 statistic level. This was consequently from the processes of the creation of the multimedia which focused on surveying of problems and requirements of learners. Then, group discussion with experts on teaching literature were held for scoping contents and methodology responding to the required syllabus. Lastly, the educational technology experts, multimedia creators, and literature teachers integrated their sciences in working groups. As a result, the efficient and unique multimedia for learning values of Thai literature, focusing on three values, aesthetic;  social and moral, was created for efficient learning of Thai literature.</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2020 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/3885</guid>
      <dc:date>2020-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

