<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<title>Science and Technology - Articles Journals</title>
<link href="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/52" rel="alternate"/>
<subtitle/>
<id>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/52</id>
<updated>2026-06-15T21:41:57Z</updated>
<dc:date>2026-06-15T21:41:57Z</dc:date>
<entry>
<title>นาโนคอมพิวเตอร์</title>
<link href="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5643" rel="alternate"/>
<author>
<name>ธนาวุฒิ ประกอบผล</name>
</author>
<author>
<name>Tanawut Prakobpol</name>
</author>
<id>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5643</id>
<updated>2026-06-13T20:00:43Z</updated>
<published>2004-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">นาโนคอมพิวเตอร์
ธนาวุฒิ ประกอบผล; Tanawut Prakobpol
นาโนเทคโนโลยีในธรรมชาติมีอยู่มากมายหลายศาสตร์ เช่น การเรียงตัวของโมเลกุลอย่างเป็นระเบียบของแคลเซียมคาร์บอเนตทำให้เกิดเป็นเปลือกหอย เป็นไข่มุก ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า หอยมีกรรมวิธีที่เรียกว่านาโนวิศวกรรม (nanoengineering)  ตามธรรมชาติหรือการจัดเรียงอะตอมของคาร์บอนอย่างเป็นระเบียบที่ต่างกันทำให้เกิดเป็นถ่าน กราไฟต์และเพชร&#13;
ความก้าวหน้าทางนาโนเทคโนโลยีทำให้เกิดแนวโน้มการพัฒนาคอมพิวเตอร์ เพื่อเป็นหน่วยควบคุมหรือหน่วยประมวลผลซึ่งเป็นส่วนสมองของจักรกลนาโน หรือที่เรียกว่า นาโนคอมพิวเตอร์ขึ้น (nanocomputer) นาโนคอมพิวเตอร์ต่างจากคอมพิวเตอร์ธรรมดาที่เราเข้าใจ เช่น คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่ทำงานโดยการปฏิสัมพันธ์กับประสาทสัมผัสของมนุษย์โดยตรง เช่น มีส่วนรับข้อมูลเข้า คือ คีย์บอร์ด มีส่วนแสดงผล คือ มอนิเตอร์ แต่นาโนคอมพิวเตอร์จะมีการรับข้อมูลเข้าทางเซนเซอร์ มีการแสดงผลออกเป็นสัญญาณหรือการทำงานกับจักรกลนาโน ทั้งนี้นาโนคอมพิวเตอร์จะมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับอุปกรณ์ที่ทำงานมากกว่ามนุษย์ แนวทางการพัฒนานาโนคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ &#13;
1. นาโนคอมพิวเตอร์เชิงอิเล็กทรอนิกส์ (electronic nanocomputer)&#13;
2. นาโนคอมพิวเตอร์เชิงเคมี (chemical nanocomputer)&#13;
3. นาโนคอมพิวเตอร์เชิงกล (mechanical nanocomputer)&#13;
4. ควอนตัมนาโนคอมพิวเตอร์ (quantum nanocomputer)&#13;
การวิจัยและพัฒนาทางด้านนาโนเทคโนโลยียังคงดำเนินต่อไป นาโนเทคโนโลยีนับว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทมากในปัจจุบัน โดยเป็นวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่มีอิทธิพลในทุกสาขา และจะเป็นเทคโนโลยีหลักที่ขาดไม่ได้ในศตวรรษที่ 21
</summary>
<dc:date>2004-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>ปรอท : สารเคมีใกล้ตัวที่ควรรู้จัก</title>
<link href="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5642" rel="alternate"/>
<author>
<name>เกษม พลายแก้ว</name>
</author>
<author>
<name>Kasem Plaikaew</name>
</author>
<id>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5642</id>
<updated>2026-06-13T20:01:04Z</updated>
<published>2004-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ปรอท : สารเคมีใกล้ตัวที่ควรรู้จัก
เกษม พลายแก้ว; Kasem Plaikaew
สารประกอบของปรอทที่ใช้ประโยชน์กันมีอยู่ด้วยกัน 3 รูปแบบ คือ โลหะปรอทบริสุทธิ์ สารประกอบปรอทอนินทรีย์ และสารประกอบปรอทอินทรีย์  สารประกอบเหล่านี้นำมาใช้ทำเครื่องมือและอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ใช้ในอุตสาหกรรม จากกิจกรรมผลิตในระบบอุตสาหกรรมสามารถทำให้เกิดการปนเปื้อนสารปรอทในสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งสารปรอทเหล่านี้จะแพร่กระจายไปสะสมในสิ่งมีชีวิตในห่วงโซ่อาหาร เมื่อคนเราบริโภคอาหารที่มีสารปรอทปนเปื้อนก็จะเกิดการถ่ายเทสารปรอทมาสะสมในร่างกายของเราจะได้จนก่อให้เกิดพิษภัยอันตรายจากสารปรอท ซึ่งมีแบบเรื้อรัง และแบบเฉียบพลัน
</summary>
<dc:date>2004-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>ควอนตัมคอมพิวเตอร์</title>
<link href="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5638" rel="alternate"/>
<author>
<name>ธนาวุฒิ ประกอบผล</name>
</author>
<author>
<name>Tanawut Prakobpol</name>
</author>
<id>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5638</id>
<updated>2026-06-13T20:01:31Z</updated>
<published>2005-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ควอนตัมคอมพิวเตอร์
ธนาวุฒิ ประกอบผล; Tanawut Prakobpol
จากหลักความไม่แน่นอนของเวิร์นเนอร์ ไฮเซนเบิร์ก (Werner Heisenberg) และอัลกอริทึมของปีเตอร์ ชอร์ (Peter Shor) ได้นำมาสู่การสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่มีตัวคิวบิด (qubit) หรือควอนตัมบิตเป็นหน่วยแสดงผลข้อมูลได้สามสถานะคือ "0" หรือ "1" หรือ "0.1" ได้พร้อมกันในคราวเดียว โดยที่สถานะการแสดงผลแบบ "0.1" นี้เรียกในทางฟิสิกส์ว่า "superposition state” ขณะที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปแสดงผลข้อมูลเป็นบิต (bit) ได้เพียงสองสถานะคือ "O" หรือ "1" ส่งผลให้ควอนตัมคอมพิวเตอร์มีศักยภาพในการประมวลผลสูงกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปหรือซูเปอร์คอมพิวเตอร์ อันจะเป็นประโยชน์ในการคำนวณโจทย์คณิตศาสตร์ที่ชับช้อนและการเข้ารหัสลับ (encryption) เป็นต้น หัวใจสำคัญอีกอย่างหนึ่งของควอนตัมคอมพิวเตอร์คือ gate operation และ ion traps ซึ่งเหมือนกับการกระทำพื้นฐานทางตรรกศาสตร์ในการสร้างเกทรูปแบบต่างๆ เช่น AND gate OR gate และ XC gate เป็นต้น พัฒนาการของควอนตัมคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องที่น่าสนใจและยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
</summary>
<dc:date>2005-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>ทองคำ : โลหะทรงค่านิรันดร์กาล</title>
<link href="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5633" rel="alternate"/>
<author>
<name>เกษม พลายแก้ว</name>
</author>
<author>
<name>Kasem Plaikaew</name>
</author>
<id>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5633</id>
<updated>2026-06-13T20:02:41Z</updated>
<published>2004-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ทองคำ : โลหะทรงค่านิรันดร์กาล
เกษม พลายแก้ว; Kasem Plaikaew
ทองคำเป็นโลหะที่พบได้ในธรรมชาติซึ่งจะพบทองคำอยู่ในรูปของแร่ทองคำ  ทองคำที่พบในธรรมชาติจำแนกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ เม็ดทองทราย ทองคำทราย  และทองคำภูเขา กรรมวิธีทางเคมีที่ใช้ในการแยกทองคำให้บริสุทธิ์นั้นทำได้โดยนำแร่ทองคำมาบดให้ละเอียดแล้วนำมาเติมสารละลายโซเดียมไซยาไนด์ (NaCN) และพ่นด้วยแก๊สออกซิเจน จากนั้นจึงเติมผงโลหะสังกะสีลงไป ด้วยกรรมวิธีนี้จะได้โลหะทองคำบริสุทธิ์ ทองคำบริสุทธิ์ที่ได้มีสีเหลืองอร่าม ไม่เป็นสนิม ไม่ละลายในกรดทั่วไป แต่สามารถละลายได้ในการกรดทอง (aqua regia) ด้วยคุณสมบัติที่สวยงามของทองคำจึงได้มีการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น ใช้ทำเครื่องประดับและในงานศิลปกรรม ใช้ในการลงทุนและการสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ใช้ในงานทันตกรรม และใช้ทำเหรียญกษาปณ์ เป็นต้น การใช้ทองคำทำเครื่องประดับและใช้ในงานศิลปกรรมนั้นมีส่วนแบ่งของตลาดมากที่สุดของปริมาณทองคำที่ใช้กันอยู่ และเนื่องจากทองคำที่มีความบริสุทธิ์ 100% นั้นมีความอ่อนนุ่มจึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในการทำทองรูปพรรณ ดังนั้น จึงต้องทำเป็นโลหะอัลลอยด์โดยการนำทองคำมาผสมกับโลหะอื่น ๆ เพื่อให้ได้ทองคำที่มีความแข็งตามต้องการ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ความบริสุทธิ์ของทองคำลดลง ดังนั้นการซื้อขายทองคำรูปพรรณจึงต้องบอกความบริสุทธิ์ของทองคำ ตามหลักสากลของวงการเครื่องประดับและอัญมณีใช้หน่วยกะรัต (karat K) เพื่อบอกความบริสุทธิ์ของทองคำ โดยทองคำที่ขายในท้องตลาดจำแนกความบริสุทธิ์เป็นทอง 24K 23K 22K 18K 14K 9K และ 8K  ทอง 24K เป็นทองที่มีความบริสุทธิ์มากที่สุด สำหรับวิธีที่ใช้ในการทดสอบความบริสุทธิ์ของทองคำสามารถทำได้ 2 วิธี คือ การทดสอบโดยใช้วิธี touchstone testing ซึ่งวิธีนี้ต้องอาศัยความชำนาญของผู้ทดสอบเพื่อบอกปริมาณของทองคำที่มีอยู่ในทองรูปพรรณอย่างคร่าวๆ และวิธี Cupellation Method (Fire Assay) วิธีนี้เป็นการทดสอบโดยใช้เทคนิคทางเคมีซึ่งสามารถบอกปริมาณของทองคำได้อย่างแม่นยำ แต่มีความยุ่งยากของการทดสอบมากกว่าวิธีแรก
</summary>
<dc:date>2004-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
