<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/1">
<title>มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/1</link>
<description>มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ / Huachiew Chalermprakiet University</description>
<items>
<rdf:Seq>
<rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5494"/>
<rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5493"/>
<rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5492"/>
<rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5491"/>
</rdf:Seq>
</items>
<dc:date>2026-05-13T18:43:47Z</dc:date>
</channel>
<item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5494">
<title>การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อกล้องดิจิตอลของผู้บริโภคในเขตจังหวัดชลบุรี</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5494</link>
<description>การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อกล้องดิจิตอลของผู้บริโภคในเขตจังหวัดชลบุรี
เอกชัย ปู่พรม; Aekgachai Puprom
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อกล้องดิจิตอลของผู้บริโภคในเขตจังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างทีร่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดชลบุรี จำนวน 300 คน การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบความแตกต่างของข้อมูลด้วยค่าสถิติ Chi-Square&#13;
จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง เพื่อพิจารณาพฤติกรรมที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อกล้องดิจิตอล พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามไม่เคยซื้อกล้องดิจิตอล คนส่วนใหญ่นิยมเลือกซื้อกล้องดิจิตอบยี่ห้อ Sony เนื่องจากยังติดอยู่กับว่า ถ้าเป็นกล้องดิจิตอลต้องยี่ห้อ Sony จากกลุ่มตัวอย่างที่เคยซื้อกล้องดิจิตอล ส่วนใหญ่จะเลือกซื้อในระดับราคา 10,001-15,000 บาท เพราะราคากล้องดิจิตอลมีระดับราคาค่อนข้างสูงโดยมีวัตถุประสงค์ในการซื้อกล้องดิจิตอลเพื่อใช้ในการท่องเที่ยว จะเลือกซื้อกล้องดิจิตอลที่มีความละเอียด 3.1-4.0 ล้าน ซื้อกล้องดิจิตอลที่มีความสามารถในการซูม (Optical) ที่ระดับ 3-5 เท่า จะไปเลือกซื้อกล้องดิจิตอลด้วยตนเอง จ่ายชำระด้วยเงินสดและให้ความสำคัญกับราคาเป็นสิ่งแรกถ้าราคาถูกผู้บริโภคก็จะสนใจซื้อมากขึ้น&#13;
ส่วนผู้ที่คิดจะซื้อกล้องดิจิตอบในอนาคตจากกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับราคาเป็นสิ่งแรก ราคาที่เหมาะสมควรจะอยู่ระดับ ถ,001-10,000 บาท จะไปซื้อด้วยตนเอง สะดวกชำระเงินโดยการจ่ายด้วยเงินสด สื่อที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด คือ โทรทัศน์ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องรายการส่งเสริมการขายโดยการแถมการ์ดหน่วยความจำเพิ่ม
ภาคนิพนธ์ (บธ.ม.) (บริหารธุรกิจ) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2548.
</description>
<dc:date>2005-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5493">
<title>การแก้ไขปัญหาการจัดการด้านการขนส่งจากผลกระทบราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5493</link>
<description>การแก้ไขปัญหาการจัดการด้านการขนส่งจากผลกระทบราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
เอกศิษฏ์ อริยไตรรัตน์; Aksait Ariyatrairat
การศึกษาอิสระฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาการจัดการด้านการขนส่งที่ ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และหาวิธีการต่อเนื่องจากการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่ง โดยศึกษาเฉพาะกรณีกลุ่มองค์การธุรกิจที่ว่าจ้างผู้ให้บริการกิจกรรมโลจิสติกส์ (Logistics Service Provider) เข้ามารับหน้าที่ขนส่งสินค้าให้แก่องค์การของ ตนเอง จำนวน 5 บริษัท ด้วยการสัมภาษณ์บุคคลเชิงลึก (In-Depth Interview) ในมุมมองของ เจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารด้านการขนส่ง วิธีการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการตั้งคำถามปลายเปิด (Open Ended Questions) โดยให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ผลการใช้ บริการกับผู้ให้บริการกิจกรรมโลจิสติกส์ การแก้ไขปัญหาจากผลกระทบราคาน้ำมัน และการแก้ไข ปัญหาต่อเนื่องเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพด้านการขนส่ง โดยค้นคว้ารวบรวมแนวคิด ทฤษฎีในเรื่อง การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้านการขนส่งเข้ามาประยุกต์เพื่อ เปรียบเทียบความสอดคล้องเชื่อมโยงกัน&#13;
ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มองค์การธุรกิจที่ว่าจ้างผู้ให้บริการกิจกรรมโลจิสติกส์ จำนวน 5 บริษัท ต่างได้รับผลกระทบที่สืบเนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยผลกระทบที่มีความชัดเจน และสอดคล้องกัน ได้แก่ปัญหาด้านราคาค่าขนส่งที่ถูกผู้ให้บริการฯขอปรับราคาเพิ่มขึ้น สำหรับด้านการใช้บริการ และด้านอื่น ๆ ไม่ได้รับผลกระทบชัดเจน กลุ่มตัวอย่างทุกรายมีวิธีการแก้ไข ปัญหาดังกล่าว และวิธีการต่อเนื่องจากการแก้ไขปัญหาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่งที่มี ความสอดคล้องกับแนวคิดในเรื่องการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานด้านการขนส่ง กล่าวคือ บริษัทที่เป็นตัวอย่าง 2 บริษัท ป้องกันปัญหาการปรับราคาค่าขนส่งให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ด้วย วิธีการจัดทำข้อตกลงการปรับราคาค่าขนส่งไว้ล่วงหน้าซึ่งเป็นแนวทางการประสานประโยชน์ร่วมกันของคู่ค้าในโซ่อุปทาน บริษัทที่เป็นตัวอย่างอีก 2 ราย ให้ความสำคัญต่อความรับผิดชอบต่อการบริการลูกค้า โดย 1 ใน 2 บริษัท ยึดถือข้อตกลงด้านราคาของการซื้อขายผลิตภัณฑ์ หากราคาค่าขนส่งสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อราคาขายของผลิตภัณฑ์ด้วยดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการหารือร่วมกันกับผู้เกี่ยวข้องในโซ่อุปทานทุกรายเพื่อแก้ไขปัญหา และอีก 1 บริษัท ปรับเปลี่ยนมุมมองโดย เน้นคุณภาพการบริการมากยิ่งขึ้น และให้ความสำคัญด้านต้นทุนเป็นลำดับรองด้วยวิธีการลด สัดส่วนการว่าจ้างผู้ให้บริการกิจกรรมโลจิสติกส์ลง เพื่อดำเนินการด้านการขนส่งด้วยตนเองมาก ยิ่งขึ้น บริษัทที่เป็นตัวอย่างบริษัทสุดท้ายเน้นวิธีการจัดปริมาณสินค้าให้พอดีกับขนาดการบรรทุก และการจัดการขนส่งที่ไม่ให้เกิดปัญหาการวิ่งรถเปล่า โดยไม่มีสินค้า เพื่อชดเชยกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น สำหรับวิธีการแก้ปัญหาเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นด้วยวิธีการอื่น ๆ รวมถึงวิธีการแก้ปัญหา ต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่ง กลุ่มตัวอย่างทุกรายยังคงนำแนวคิดการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานด้านการขนส่งมาประยุกต์ใช้ด้วยวิธีการที่หลากหลายตามลักษณะของการประกอบธุรกิจของแต่ละองค์การ อาทิเช่น การจัดเส้นทางการรับสินค้า การพัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์ การใช้ศูนย์กระจายสินค้ามาช่วยในการกระจายสินค้า การใช้พาหนะหลากหลายประเภท การ เรียงซ้อนภายในตู้คอนเทรนเนอร์ การติดตั้งระบบติดตามรถยนต์ (Global Positioning System : GPS) มีระบบการคัดเลือกผู้ให้บริการกิจกรรมโลจิสติกส์ที่ดีขึ้นและการปรับเปลี่ยนการจัดการขนส่งเป็นระบบ Milk Run ในอนาคต เป็นต้น กลุ่มตัวอย่างยังเสนอแนะให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือในด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการภาคการขนส่งและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์อีกด้วย
การศึกษาอิสระ (บธ.ม.) (การจัดการอุตสาหกรรม) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2551.
</description>
<dc:date>2008-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5492">
<title>การสนับสนุนทางสังคมและการพึ่งตนเองของคนพิการที่กู้เงินจากสำนักงานพัฒนาสังคมและสวัสดิการจังหวัดสมุทรปราการ</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5492</link>
<description>การสนับสนุนทางสังคมและการพึ่งตนเองของคนพิการที่กู้เงินจากสำนักงานพัฒนาสังคมและสวัสดิการจังหวัดสมุทรปราการ
เอมอร ทองเจิม; Em-Orn Thongjerm
การศึกษาเรื่อง การสนับสนุนทางสังคมและการพึ่งตนเองของคนพิการที่กู้เงินจากสำนัก งานพัฒนาสังคมและสวัสดิการจังหวัดสมุทรปราการ” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงการสนับสนุนทางสังคมจากเครือข่ายทางสังคมของคนพิการ ศึกษาความสามารถในการพึ่งตนเองของคนพิการ และศึกษาความสัมพันธ์ของการสนับสนุนทางสังคมจากเครือข่ายทางสังคมที่มีผลต่อการพึ่งตน เองของคนพิการ โดยทำการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่กู้เงินจากสำนักงานพัฒนาสังคมและสวัสดิ การจังหวัดสมุทรปราการจำนวน 190 ราย และสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 3 ราย โดยเก็บรวบรวมข้อ มูลจากแบบสอบถามด้วยตนเองทั้งหมด สถิติที่ใช้ในการศึกษาคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS/PC ผลการศึกษาดังนี้ ผู้พิการส่วนใหญ่เป็นเพศชายอายุระหว่าง 30-39 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษา สถาน ภาพสมรสแล้ว ส่วนใหญ่มีความพิการทางกาย/ทางการเคลื่อนไหว ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้า ขายสลากกินแบ่งรัฐบาล รายได้อยู่ระหว่าง 1,000 - 35,000 บาท ผลการศึกษาการสนับสนุนทางสังคมจากเครือข่ายทางสังคม พบว่ากลุ่มตัวอย่างได้รับการ สนับสนุนด้านอารมณ์จากครอบครัวมากที่สุดในด้านการยอมรับว่าเป็นคนมีความสามารถในการหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนการสนับสนุนทางสังคมจากญาติ เพื่อน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในด้านต่าง ๆ นั้น กลุ่มตัวอย่างได้รับการสนับสนุนในระดับปานกลาง ผลการศึกษาการพึ่งตนเอง พบว่า ความสามารถพึ่งตนเองของกลุ่มตัวอย่างโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยคนพิการสามารถพึ่งตนเองระดับมาก ในด้านความพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่เมื่อพบกับความล้มเหลวในการประกอบอาชีพ และความอดทนต่อสู้กับปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนความ สามารถในด้านการมีรายได้เงินทุนเหลือเก็บ และความสามารถในการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ บุคคลอื่น พบว่า ความสามารถในการพึ่งเองในด้านดังกล่าวอยู่ในระดับน้อย ผลการศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยข้อมูลทั่วไปกับการสนับสนุนทางสังคมที่มี ความ สัมพันธ์กับการพึ่งตนเอง พบว่าในด้านปัจจัยข้อมูลทั่วไป สถานภาพสมรสกับอาชีพปัจจุบันมีความ สัมพันธ์กับการพึ่งตนเองของคนพิการ ส่วนการสนับสนุนทางสังคม ครอบครัว ญาติ และหน่วยงาน ภาคเอกชนมีความสัมพันธ์กับการพึ่งตนเองของคนพิการ สำหรับข้อเสนอแนะจากการศึกษาในระดับนโยบาย รัฐควรส่งเสริมด้านการศึกษาแก่คน พิการให้ทั่วถึงทั่วประเทศ ขยายบริการด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพสำหรับคนพิการ ส่ง เสริมและสนับสนุนสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง และควรเปิดโอกาสให้คนพิการได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการปรับเปลี่ยนระเบียบต่าง ๆ เช่นระเบียบการกู้เงิน รวมทั้งสนับสนุนองค์กรภาคเอกชนที่ทำงาน เกี่ยวกับคนพิการให้เป็นระบบ ส่วนในระดับปฏิบัติการหน่วยงานภาครัฐควรปรับทิศทางการทำงานเป็นเชิงรุกเพื่อให้การ คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิคนพิการอย่างทั่วถึง ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการควรจัดหน่วยเคลื่อนที่ออก ไปให้การฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้นตามชุมชนต่าง ๆ และควรเพิ่มบทบาทการทำงานของหน่วยงาน ภาคเอกชนให้มีการติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้มากขึ้น ทั้งในด้านการฝึกอาชีพและการจัดหางานสำหรับคนพิการ
สารนิพนธ์ (สส.ม.) (การบริหารสังคม) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2546
</description>
<dc:date>2003-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5491">
<title>ผลกระทบของความผูกพันต่อองค์กรกับความสามารถในการปฏิบติงานของพนักงาน</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5491</link>
<description>ผลกระทบของความผูกพันต่อองค์กรกับความสามารถในการปฏิบติงานของพนักงาน
เอี่ยมพร สรรพช่าง; Iam-Phorn Sappachang
การศึกษาเรื่อง ผลกระทบของความผูกพันต่อองค์กรกับความสามารถในการปฏิบัติงานของพนักงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบระหว่างความผูกพันต่อองค์กรกับความสามารถในการปฏิบัติงานของพนักงานและปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อระดบความสามารถในการปฏิบัติงานของพนักงาน&#13;
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งจำนวน 350 คน เก็บรวบรวมข้อมูลดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป เพื่อคำนวณหาค่าร้อยละ (Percentage) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่าเฉลี่ย (x̄) และทดสอบสมมติฐานด้วยวิธีการทดสอบไคว์สแควร์ (Chi-Square Test) &#13;
จากการศึกษา พบว่า ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับลักษณะส่วนบุคคลของกลุ่มเป็นเพศหญิง ร้อยละ 57.1 มีช่วงอายุระหว่าง 21-30 ปี ร้อยละ 66.2 อายุงานส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 1-5 ปี ร้อยละ 47.7 สถานภาพสมรสโสดร้อยละ 61.7 การศึกษาส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาร้อยละ 70.3 รายได้ต่อเดือนอยู่ระหว่าง 95.4 ประเภทของพนักงานส่วนใหญ่เป็นพนักงานประจำร้อยละ 73.4&#13;
จากการศึกษา พบว่า ด้านความผูกพันต่อองค์กร มีระดับความคิดเห็นของความผูกพันต่อองค์กรในระดับมากที่สุด คือ ความผูกพันที่ต่อเนื่อง (Continuance Commitment) รองลงมาคือ มีระดับความคิดเห็นของความผูกพันต่อองค์กรอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ความผูกพันต่อองค์กรทางด้านอารมณ์ (Affective Commitment) และความผูกพันทางด้านบรรทัดฐาน (Normative Commitment) รองลงมาคือ ความผูกพันต่อองค์กรที่อยู่ในระดับปานกลางเป็นความผูกพันที่ต่อเนื่อง (Continuance Commitment) &#13;
จากการศึกษา พบว่า องค์กรมีระดับความสามารถในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยระหว่าง 3.41-4.20 ซึ่งเป็นความสามารถในการติดต่อสื่อสารทางด้านการให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน (ค่าเฉลี่ย 3.43) รองลงมาเป็นความสามารถในการปฏิบัติงานระดับปานกลางโดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระหว่าง 2.61-3.40 ซึ่งเป็นทั้งความสามารถในการติดต่อสื่อสาร ความสามารถในการทำงานเป็นทีม ความสามารถในการวางแผนงาน และความสามารถในการแก้ไขปัญหา/การตัดสินใจ&#13;
ผลการทดสอบผลกระทบของความผูกันต่อองค์กรกับความสามารถในการปฏิบัติงานของพนักงาน พบว่า ความผูกพันทางด้านอารมณ์ (Affective Commitment) ความผูกพันที่ต่อเนื่อง (Continuance Commitment) และความผูกพันด้านบรรทัดฐาน (Normative Commitment) มีผลกระทบต่อความสามารถในการปฏิบัติงานทางด้านความสามารถในการติดต่อสื่อสาร ความสามารถในการทำงานเป็นทีม ความสามารถในการวางแผนงาน และความสามารถในการแก้ไขปัญหา/การตัดสินใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
การศึกษาอิสระ (บธ.ม.) (บริหารธุกิจ) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2553
</description>
<dc:date>2010-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</rdf:RDF>
