<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel rdf:about="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/11">
<title>คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/11</link>
<description>คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม /Faculty of Social Work and Social Welfare</description>
<items>
<rdf:Seq>
<rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5418"/>
<rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5417"/>
<rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5407"/>
<rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5406"/>
</rdf:Seq>
</items>
<dc:date>2026-04-08T15:04:08Z</dc:date>
</channel>
<item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5418">
<title>Quality of Life of Government and Enterprise Employees in Nanning City under the New Pension Scheme of the People’s Republic of China</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5418</link>
<description>Quality of Life of Government and Enterprise Employees in Nanning City under the New Pension Scheme of the People’s Republic of China
Jianwen Li; Jaturong Boonyarattanasoontorn; จตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร
China has the largest population in the world, with over 1,439 million in 2020. The population average growth rate is 5.63‰ during 2000-2016. China has become aging country, the population of the elderly (60 or older) in China is about 128 million, or one in every 10 people. It is estimated that China could have up to 400 million people over 60 years of age by the year 2050. With the rapid development of China's socialist market economy, the gap government department/institutions and enterprises become more and more obviously, which strongly affected the social fairness and justice, social contradictions continue to intensify. This system has played a significant role in protection the lives of retirees and stabling cadres. This paper is part of the research on "the new pension scheme and its impacts on the quality of life: a comparative analysis of government and enterprise employees in Nanning City, the People’s Republic of China." The research objectives include to study the existing social security system and its new pension scheme for government and enterprise employees, and to inquire the suggestions for improving the new pension scheme for a better quality of life of government and enterprise employees. The paper focuses on the in-depth interviews with three policy directors from the Department of Human Resources and Social Security of the Guangxi Zhuang Autonomous Region and two people from different sub-bureaus, as well as three directors of the salary sector from different enterprises in Nanning city, including six case studies. The findings show that China's new pension system provides the most comprehensive coverage to Chinese retirees in Nanning. But in some dimensions, such as health, all the retirees are concerned about their health. Both retired from government and business had few social activities and little support from their families in terms of social relationships. All cases believe that they still have lots of control over the important things in life. Sometimes their pension restricts their life or hobby. In terms of financial situation, government retirees are more satisfied than private enterprise retirees.
สามารถเข้าถึงบทความฉบับเต็ม (Full Text) ได้ที่ :&#13;
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmbr/article/view/261448/179144
</description>
<dc:date>2023-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5417">
<title>Extending Sustainable Social Protection for the Informal Sector in Thailand</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5417</link>
<description>Extending Sustainable Social Protection for the Informal Sector in Thailand
Jaturong Boonyarattanasoontorn; จตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร
The research on "Expanding Sustainable Social Protection for Informal Workers in Thailand" has four objectives: to study the current situation and the impact of the COVID-19 epidemic on informal workers; to study the existing social welfare system and social protection for informal workers; to assess measures to provide immediate government assistance to informal workers and their barriers to access; and to propose policies and measures to expand sustainable social protection. The research employed a qualitative method to collect data by organizing a focus group discussion and in-depth interviews with informal sector workers.&#13;
The findings reveal the spread of the COVID-19 pandemic in Thailand has affected informal workers, both Thais and foreigners, in terms of mental health and quality of life. The government assistance program is unsustainable, and the existing social welfare system cannot provide security for informal workers.&#13;
The researcher suggests the government improve the Social Security Act by: expanding the benefits of Section 40 insured informal workers to have benefits that are close to those insured under Section 39, issuing ministerial regulations or ministry announcements to enforce the law in detail, improving the management of the Informal Sector Occupation Promotion Fund by including representatives of the Informal Sector Federation to be part of the administrative committee, and clearly linking the network of government aid protection systems at both local and national levels.
สามารถเข้าถึงบทความฉบับเต็ม (Full Text) ได้ที่ :&#13;
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/jtir/article/view/247457/169378
</description>
<dc:date>2023-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5407">
<title>การกลืนกลายการเสริมพลังชาวไทยเชื้อสายรามัญและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน : กรณีศึกษาหมู่บ้านมอญปากลัด ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5407</link>
<description>การกลืนกลายการเสริมพลังชาวไทยเชื้อสายรามัญและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน : กรณีศึกษาหมู่บ้านมอญปากลัด ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ
อังคณา ศรีโต; Anugkarna Srito
การศึกษาเรื่อง “การกลืนกลายการเสริมพลังของชาวไทยเชื้อสายรามัญและการมีส่วนร่วมในการ พัฒนาชุมชน” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในด้านการพัฒนาชุมชนของชาวมอญ ปากลัดในตำบลทรงคนอง การกลืนกลายสู่วัฒนธรรมไทย และการเสริมพลังในระดับบุคคล โดยกลุ่มเป้าหมายที่ทำการศึกษา เป็นกลุ่มผู้นำชุมชน ผู้มีความรู้ และประชาชนทั่วไป กลุ่มผู้ชาย 5 คน กลุ่มผู้หญิง 5 คน รวมทั้งหมด 10 คน ศึกษาเฉพาะหมู่บ้านทรงคนอง และหมู่บ้านโรงเรือ ใช้ รูปแบบการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ โดยทำการศึกษาเป็นรายบุคคล ใช้วิธีการสัมภาษณ์พูดคุยแบบเจาะลึก และการสังเกต โดยจะนำเสนอถึงปัจจัยส่วนบุคคลในด้านเอกลักษณ์ของมอญ การย้ายถิ่น การกลืนกลาย ทางวัฒนธรรม การเสริมพลัง และการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชน จากการศึกษา พบว่า ชาวไทยเชื้อสายมอญในหมู่บ้านทรงคนอง และหมู่บ้านโรงเรือยังคง รักษาความเป็นเอกลักษณ์ของมอญในด้านประเพณีไว้เป็นอย่างดี มีการปฏิบัติตนเป็น พุทธศาสนิกชนที่ดี ตามแบบฉบับของมอญที่เคร่งครัดในเรื่องศาสนา แต่ในด้านการแต่งกาย อาหาร ความเชื่อ และภาษา ได้มีการปรับเปลี่ยน โดยไปรับวัฒนธรรมอื่นมาผสมผสาน การย้ายถิ่นของชาวมอญ การศึกษานี้พบว่า คนมอญปากลัดในตำบลทรงคนอง ส่วนใหญ่ บรรพบุรุษรุ่นปู่ย่าตายายอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด และคนรุ่นเก่าส่วนใหญ่ไม่เคยมีการย้ายออกจากพื้นที่ เดิม นอกจากคนรุ่นใหม่ หรือรุ่นลูกหลานที่แต่งงานมีครอบครัว จึงย้ายครอบครัวตนเองออกไป การกลืนกลายทางวัฒนธรรม จากการศึกษาพบว่า ปัจจุบันชาวไทยเชื้อสายมอญในตำบลทรงคนอง ไม่จำเป็นจะต้องแต่งงานกับคนมอญด้วยกัน แต่สามารถผสมผสานกับวัฒนธรรมอื่นได้โดยปราศจาก ความขัดแย้งและอคติทางชาติพันธุ์ อาทิ คนมอญแต่งงานกับคนนับถือศาสนาอิสลาม คนมอญแต่งงาน กับคนต่างพื้นที่ เช่น คนภาคอีสาน คนจีน เป็นต้น ในด้านงานประเพณีวัฒนธรรมอื่นที่ นอกเหนือจากประเพณีที่เกี่ยวกับมอญแล้ว พบว่า ชาวไทยเชื้อสายมอญสามารถไปร่วมงานอื่น ๆ ได้ อาทิ งานแต่ง งานบวช งานแห่เทียน ทอดกฐิน หรือแม้งานประเพณีที่ต่างศาสนา เช่น ศาสนาคริสต์ อิสลาม สามารถไปร่วมงานได้ตามปกติ ไม่มีการแบ่งแยก เพราะทุกศาสนาอยู่ร่วมกันได้ การเสริมพลังในระดับบุคคลของชาวไทยเชื้อสายมอญในหมู่บ้านมอญปากลัด ตำบลทรง คนอง ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้มีความมั่นใจในตนเองสูง กล้าตัดสินใจ มีความเป็นตัวของตัวเอง เพราะเนื่องจากโครงการกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชน โดยเฉพาะด้านประเพณี ชาวไทยเชื้อสายมอญจะ เป็นผู้ริเริ่มมาก่อน จึงมีความเด็ดเดี่ยว กล้าตัดสินใจสูง โดยไม่พึ่งใคร แต่ก็มีการรับฟังความคิดเห็นของ ผู้อื่นด้วยเช่นกัน ในด้านการยอมรับและเห็นคุณค่าของผู้อื่น พบว่า ภาพรวมชาวไทยเชื้อสายมอญ เป็นคนที่ยอมรับในเหตุผล และเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์เป็นอย่างมาก ถ้าใครเดือดร้อนมาจะให้ ความช่วยเหลือและเกื้อกูลกันเป็นอย่างดี ในด้านความเอื้ออาทรที่มีต่อเพื่อนบ้านในชุมชนแต่ละบุคคล จะแสดงถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แตกต่างกันไปตามหน้าที่ หรือบางกรณีรู้สึกว่าไม่ใช่หน้าที่ตน แต่มีจิตใจ ที่โอบอ้อมอารีต่อผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก การมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของชาวไทยเชื้อสายมอญในหมู่บ้านมอญปากลัด ตำบล ทรงคนอง จากการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่บทบาทสำคัญในมีส่วนร่วม คือ บทบาทในด้านงาน ประเพณีเป็นหลัก ซึ่งชาวบ้านแต่ละคนที่มีความถนัดด้านไหน ก็จะรับผิดชอบในงานนั้น กล่าวได้ว่า บทบาทนี้ชาวไทยเชื้อสายมอญจะเป็นผู้ปฏิบัติการ นอกจากนี้ บทบาทในการมีส่วนร่วมที่เกี่ยวกับ โครงการ/กิจกรรมอื่นที่เกิดขึ้นในชุมชนขึ้นอยู่กับตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้ง หรือเกิดจากการ เสียสละเพื่อส่วนรวม ผู้วิจัยได้เสนอให้รัฐควรให้ความสำคัญแก่ชนกลุ่มน้อย กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เช่น เขมร พม่า มอญ ฯลฯ ในด้านการจัดสวัสดิการต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ซึ่งบางกรณีพบว่าชนกลุ่มน้อยที่อพยพเข้ามาอยู่ ในประเทศไทยมีทั้งที่ผิดกฎหมายและถูกกฎหมาย เช่น แรงงานต่างด้าว รัฐควรมีนโยบายเกี่ยวกับ การส่งเสริมและสนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ โดยเฉพาะในด้านเอกลักษณ์ วัฒนธรรม ซึ่งยังมิได้รับการเผยแพร่มากนัก ชุมชนควรมีการประชุม เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับ ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน เช่น การเปิดเวทีชาวบ้าน อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อรับทราบปัญหาที่ เกิดขึ้นในชุมชน และเพื่อให้ชาวบ้านตระหนัก ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและ พัฒนาชุมชนต่อไป
การศึกษาอิสระ (สส.ม.) (บูรณาการนโยบายสวัดิการสังคม) --  มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2552
</description>
<dc:date>2009-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5406">
<title>ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการราชทัณฑ์ในเรือนจำและทัณฑสถานในจังหวัดชลบุรี</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5406</link>
<description>ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการราชทัณฑ์ในเรือนจำและทัณฑสถานในจังหวัดชลบุรี
อังคณา เกษมจันศิรินนท์; Angkana Kasamchansirinont
การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการราชทัณฑ์ใน เรือนจำและทัณฑสถานในจังหวัดชลบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของ ข้าราชการราชทัณฑ์ในเรือนจำและทัณฑสถานในจังหวัดชลบุรี เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยทางชีวสังคมกับเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการราชทัณฑ์ในจังหวัดชลบุรี และ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการราชทัณฑ์ในเรือนจำและ ทัณฑสถานในจังหวัดชลบุรี ผลการศึกษาเป้าหมายการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการราชทัณฑ์ในเรือนจำและทัณฑสถาน ในจังหวัดชลบุรี ซึ่งได้ศึกษาเป้าหมาย 2 ด้าน คือ เป้าหมายเพื่อตนเอง และเป้าหมายเพื่อองค์กร พบ ว่า (1) ข้าราชการราชทัณฑ์มีเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อตนเองในระดับสูง โดยผู้มีอายุ มากมีเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อตนเองสูง ขณะที่ผู้มีอายุน้อยมีเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อตนเองน้อย และพบปัจจัยด้านแรงจูงใจที่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่เพื่อตนเอง 4 ลักษณะ คือ บรรยากาศในองค์การ การได้รับการยอมรับ ลักษณะงาน และสภาพการทำงาน (2) ข้าราชการราชทัณฑ์มีเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อองค์กรในระดับสูง โดยพบ ปัจจัยแรงจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติหน้าที่เพื่อองค์กร 3 ปัจจัย คือ ลักษณะงาน ความก้าวหน้า ในการทำงาน และสภาพการทำงาน ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางชีวสังคม พบว่า อายุมีความสัมพันธ์กับ เป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อตนเอง โดยข้าราชการราชทัณฑ์ที่มีอายุมากมีเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อตนเองสูง ขณะที่ผู้ที่มีอายุน้อยมีเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อตนเองต่ำกว่า และเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อองค์กรจะอยู่ในระดับสูงในทุกระดับอายุ ผลการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการราชทัณฑ์ พบ ว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการราชทัณฑ์เพื่อตนเอง ได้แก่ การ ยอมรับนับถือ บรรยากาศในองค์กร ลักษณะงาน และสภาพการทำงาน และปัจจัยที่อิทธิพลต่อ เป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการราชทัณฑ์เพื่อองค์กร พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ เป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรราชทัณฑ์ ได้แก่ ลักษณะงาน ความก้าวหน้า และสภาพ การทำงาน ผลการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ให้ข้อเสนอแนะในระดับนโยบาย คือ กรมราชทัณฑ์ควรที่จะมี การยกระดับหรือประกาศให้เรือนจำและทัณฑสถานในจังหวัดชลบุรีเป็นเรือนจำที่ผ่านเกณฑ์ มาตรฐานสากลหรือ ISO เพื่อที่จะได้เป็นเรือนจำตัวอย่างให้เป็นที่ศึกษาดูงานด้านการบริหาร การ บริการ และวิชาการต่อเรือนจำอื่นต่อไป ส่วนข้อเสนอแนะระดับปฏิบัติการ คือ เรือนจำและ ทัณฑสถานควรจัดอบรมและเสริมหลักสูตรให้แก่บุคลากรอยู่สม่ำเสมอ ในการปฏิบัติงานควรคำนึง ถึงความเหมาะสม และอายุของผู้ปฏิบัติงาน ในการเข้าไปปฏิบัติงานเกี่ยวกับการงานควบคุม ควร เปิดโอกาสให้บุคลากร ได้สับเปลี่ยน โยกย้าย สถานที่ทำงานตามความเหมาะสม ควรจัดให้มีการ ตรวจสุขภาพอนามัยและสวัสดิการด้านสุขภาพอนามัยให้กับข้าราชการอย่างสม่ำเสมอ และควร สนับสนุนและส่งเสริมให้บุคลากรมีรายได้พิเศษ โดยการฝึกอบรมอาชีพแม่บ้าน ส่วนข้อเสนอแนะ ในการทำวิจัยครั้งต่อไปควรที่จะนำฐานะเศรษฐกิจของครอบครัว ภาระความรับผิดชอบ มาเป็น ตัวแปรในการวิจัยด้วย เพื่อที่จะทำให้ข้อมูลครอบคลุมมากขึ้น และควรทำการศึกษาเจาะลึกเชิงคุณภาพเพื่อหามูลเหตุจูงใจหรือสิ่งอื่นใดที่เป็นผลให้เรือนจำและทัณฑสถานในจังหวัดชลบุรีมี ความมั่นคง เนื่องจากความมั่นคงเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่อาจจะนำไปสู่ประสิทธิผลและประสิทธิภาพ
สารนิพนธ์ (สส.ม.) (การจัดการโครงการสวัสดิการสังคม) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2545
</description>
<dc:date>2002-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</rdf:RDF>
