<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/1446">
<title>Business Administration - Independent Studies</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/1446</link>
<description/>
<items>
<rdf:Seq>
<rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5494"/>
<rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5493"/>
<rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5491"/>
<rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5490"/>
</rdf:Seq>
</items>
<dc:date>2026-05-13T20:34:58Z</dc:date>
</channel>
<item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5494">
<title>การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อกล้องดิจิตอลของผู้บริโภคในเขตจังหวัดชลบุรี</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5494</link>
<description>การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อกล้องดิจิตอลของผู้บริโภคในเขตจังหวัดชลบุรี
เอกชัย ปู่พรม; Aekgachai Puprom
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อกล้องดิจิตอลของผู้บริโภคในเขตจังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างทีร่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดชลบุรี จำนวน 300 คน การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบความแตกต่างของข้อมูลด้วยค่าสถิติ Chi-Square&#13;
จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง เพื่อพิจารณาพฤติกรรมที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อกล้องดิจิตอล พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามไม่เคยซื้อกล้องดิจิตอล คนส่วนใหญ่นิยมเลือกซื้อกล้องดิจิตอบยี่ห้อ Sony เนื่องจากยังติดอยู่กับว่า ถ้าเป็นกล้องดิจิตอลต้องยี่ห้อ Sony จากกลุ่มตัวอย่างที่เคยซื้อกล้องดิจิตอล ส่วนใหญ่จะเลือกซื้อในระดับราคา 10,001-15,000 บาท เพราะราคากล้องดิจิตอลมีระดับราคาค่อนข้างสูงโดยมีวัตถุประสงค์ในการซื้อกล้องดิจิตอลเพื่อใช้ในการท่องเที่ยว จะเลือกซื้อกล้องดิจิตอลที่มีความละเอียด 3.1-4.0 ล้าน ซื้อกล้องดิจิตอลที่มีความสามารถในการซูม (Optical) ที่ระดับ 3-5 เท่า จะไปเลือกซื้อกล้องดิจิตอลด้วยตนเอง จ่ายชำระด้วยเงินสดและให้ความสำคัญกับราคาเป็นสิ่งแรกถ้าราคาถูกผู้บริโภคก็จะสนใจซื้อมากขึ้น&#13;
ส่วนผู้ที่คิดจะซื้อกล้องดิจิตอบในอนาคตจากกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับราคาเป็นสิ่งแรก ราคาที่เหมาะสมควรจะอยู่ระดับ ถ,001-10,000 บาท จะไปซื้อด้วยตนเอง สะดวกชำระเงินโดยการจ่ายด้วยเงินสด สื่อที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด คือ โทรทัศน์ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องรายการส่งเสริมการขายโดยการแถมการ์ดหน่วยความจำเพิ่ม
ภาคนิพนธ์ (บธ.ม.) (บริหารธุรกิจ) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2548.
</description>
<dc:date>2005-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5493">
<title>การแก้ไขปัญหาการจัดการด้านการขนส่งจากผลกระทบราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5493</link>
<description>การแก้ไขปัญหาการจัดการด้านการขนส่งจากผลกระทบราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
เอกศิษฏ์ อริยไตรรัตน์; Aksait Ariyatrairat
การศึกษาอิสระฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาการจัดการด้านการขนส่งที่ ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และหาวิธีการต่อเนื่องจากการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่ง โดยศึกษาเฉพาะกรณีกลุ่มองค์การธุรกิจที่ว่าจ้างผู้ให้บริการกิจกรรมโลจิสติกส์ (Logistics Service Provider) เข้ามารับหน้าที่ขนส่งสินค้าให้แก่องค์การของ ตนเอง จำนวน 5 บริษัท ด้วยการสัมภาษณ์บุคคลเชิงลึก (In-Depth Interview) ในมุมมองของ เจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารด้านการขนส่ง วิธีการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการตั้งคำถามปลายเปิด (Open Ended Questions) โดยให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ผลการใช้ บริการกับผู้ให้บริการกิจกรรมโลจิสติกส์ การแก้ไขปัญหาจากผลกระทบราคาน้ำมัน และการแก้ไข ปัญหาต่อเนื่องเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพด้านการขนส่ง โดยค้นคว้ารวบรวมแนวคิด ทฤษฎีในเรื่อง การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้านการขนส่งเข้ามาประยุกต์เพื่อ เปรียบเทียบความสอดคล้องเชื่อมโยงกัน&#13;
ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มองค์การธุรกิจที่ว่าจ้างผู้ให้บริการกิจกรรมโลจิสติกส์ จำนวน 5 บริษัท ต่างได้รับผลกระทบที่สืบเนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยผลกระทบที่มีความชัดเจน และสอดคล้องกัน ได้แก่ปัญหาด้านราคาค่าขนส่งที่ถูกผู้ให้บริการฯขอปรับราคาเพิ่มขึ้น สำหรับด้านการใช้บริการ และด้านอื่น ๆ ไม่ได้รับผลกระทบชัดเจน กลุ่มตัวอย่างทุกรายมีวิธีการแก้ไข ปัญหาดังกล่าว และวิธีการต่อเนื่องจากการแก้ไขปัญหาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่งที่มี ความสอดคล้องกับแนวคิดในเรื่องการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานด้านการขนส่ง กล่าวคือ บริษัทที่เป็นตัวอย่าง 2 บริษัท ป้องกันปัญหาการปรับราคาค่าขนส่งให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ด้วย วิธีการจัดทำข้อตกลงการปรับราคาค่าขนส่งไว้ล่วงหน้าซึ่งเป็นแนวทางการประสานประโยชน์ร่วมกันของคู่ค้าในโซ่อุปทาน บริษัทที่เป็นตัวอย่างอีก 2 ราย ให้ความสำคัญต่อความรับผิดชอบต่อการบริการลูกค้า โดย 1 ใน 2 บริษัท ยึดถือข้อตกลงด้านราคาของการซื้อขายผลิตภัณฑ์ หากราคาค่าขนส่งสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อราคาขายของผลิตภัณฑ์ด้วยดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการหารือร่วมกันกับผู้เกี่ยวข้องในโซ่อุปทานทุกรายเพื่อแก้ไขปัญหา และอีก 1 บริษัท ปรับเปลี่ยนมุมมองโดย เน้นคุณภาพการบริการมากยิ่งขึ้น และให้ความสำคัญด้านต้นทุนเป็นลำดับรองด้วยวิธีการลด สัดส่วนการว่าจ้างผู้ให้บริการกิจกรรมโลจิสติกส์ลง เพื่อดำเนินการด้านการขนส่งด้วยตนเองมาก ยิ่งขึ้น บริษัทที่เป็นตัวอย่างบริษัทสุดท้ายเน้นวิธีการจัดปริมาณสินค้าให้พอดีกับขนาดการบรรทุก และการจัดการขนส่งที่ไม่ให้เกิดปัญหาการวิ่งรถเปล่า โดยไม่มีสินค้า เพื่อชดเชยกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น สำหรับวิธีการแก้ปัญหาเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นด้วยวิธีการอื่น ๆ รวมถึงวิธีการแก้ปัญหา ต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่ง กลุ่มตัวอย่างทุกรายยังคงนำแนวคิดการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานด้านการขนส่งมาประยุกต์ใช้ด้วยวิธีการที่หลากหลายตามลักษณะของการประกอบธุรกิจของแต่ละองค์การ อาทิเช่น การจัดเส้นทางการรับสินค้า การพัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์ การใช้ศูนย์กระจายสินค้ามาช่วยในการกระจายสินค้า การใช้พาหนะหลากหลายประเภท การ เรียงซ้อนภายในตู้คอนเทรนเนอร์ การติดตั้งระบบติดตามรถยนต์ (Global Positioning System : GPS) มีระบบการคัดเลือกผู้ให้บริการกิจกรรมโลจิสติกส์ที่ดีขึ้นและการปรับเปลี่ยนการจัดการขนส่งเป็นระบบ Milk Run ในอนาคต เป็นต้น กลุ่มตัวอย่างยังเสนอแนะให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือในด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการภาคการขนส่งและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์อีกด้วย
การศึกษาอิสระ (บธ.ม.) (การจัดการอุตสาหกรรม) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2551.
</description>
<dc:date>2008-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5491">
<title>ผลกระทบของความผูกพันต่อองค์กรกับความสามารถในการปฏิบติงานของพนักงาน</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5491</link>
<description>ผลกระทบของความผูกพันต่อองค์กรกับความสามารถในการปฏิบติงานของพนักงาน
เอี่ยมพร สรรพช่าง; Iam-Phorn Sappachang
การศึกษาเรื่อง ผลกระทบของความผูกพันต่อองค์กรกับความสามารถในการปฏิบัติงานของพนักงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบระหว่างความผูกพันต่อองค์กรกับความสามารถในการปฏิบัติงานของพนักงานและปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อระดบความสามารถในการปฏิบัติงานของพนักงาน&#13;
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งจำนวน 350 คน เก็บรวบรวมข้อมูลดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป เพื่อคำนวณหาค่าร้อยละ (Percentage) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่าเฉลี่ย (x̄) และทดสอบสมมติฐานด้วยวิธีการทดสอบไคว์สแควร์ (Chi-Square Test) &#13;
จากการศึกษา พบว่า ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับลักษณะส่วนบุคคลของกลุ่มเป็นเพศหญิง ร้อยละ 57.1 มีช่วงอายุระหว่าง 21-30 ปี ร้อยละ 66.2 อายุงานส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 1-5 ปี ร้อยละ 47.7 สถานภาพสมรสโสดร้อยละ 61.7 การศึกษาส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาร้อยละ 70.3 รายได้ต่อเดือนอยู่ระหว่าง 95.4 ประเภทของพนักงานส่วนใหญ่เป็นพนักงานประจำร้อยละ 73.4&#13;
จากการศึกษา พบว่า ด้านความผูกพันต่อองค์กร มีระดับความคิดเห็นของความผูกพันต่อองค์กรในระดับมากที่สุด คือ ความผูกพันที่ต่อเนื่อง (Continuance Commitment) รองลงมาคือ มีระดับความคิดเห็นของความผูกพันต่อองค์กรอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ความผูกพันต่อองค์กรทางด้านอารมณ์ (Affective Commitment) และความผูกพันทางด้านบรรทัดฐาน (Normative Commitment) รองลงมาคือ ความผูกพันต่อองค์กรที่อยู่ในระดับปานกลางเป็นความผูกพันที่ต่อเนื่อง (Continuance Commitment) &#13;
จากการศึกษา พบว่า องค์กรมีระดับความสามารถในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยระหว่าง 3.41-4.20 ซึ่งเป็นความสามารถในการติดต่อสื่อสารทางด้านการให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน (ค่าเฉลี่ย 3.43) รองลงมาเป็นความสามารถในการปฏิบัติงานระดับปานกลางโดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระหว่าง 2.61-3.40 ซึ่งเป็นทั้งความสามารถในการติดต่อสื่อสาร ความสามารถในการทำงานเป็นทีม ความสามารถในการวางแผนงาน และความสามารถในการแก้ไขปัญหา/การตัดสินใจ&#13;
ผลการทดสอบผลกระทบของความผูกันต่อองค์กรกับความสามารถในการปฏิบัติงานของพนักงาน พบว่า ความผูกพันทางด้านอารมณ์ (Affective Commitment) ความผูกพันที่ต่อเนื่อง (Continuance Commitment) และความผูกพันด้านบรรทัดฐาน (Normative Commitment) มีผลกระทบต่อความสามารถในการปฏิบัติงานทางด้านความสามารถในการติดต่อสื่อสาร ความสามารถในการทำงานเป็นทีม ความสามารถในการวางแผนงาน และความสามารถในการแก้ไขปัญหา/การตัดสินใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
การศึกษาอิสระ (บธ.ม.) (บริหารธุกิจ) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2553
</description>
<dc:date>2010-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5490">
<title>ความพึงพอใจของประชาชนที่มาใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส :  ศึกษาเฉพาะกรณีสถานีรถไฟฟ้าอ่อนนุชถึงสถานีรถไฟฟ้าหมอชิต</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5490</link>
<description>ความพึงพอใจของประชาชนที่มาใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส :  ศึกษาเฉพาะกรณีสถานีรถไฟฟ้าอ่อนนุชถึงสถานีรถไฟฟ้าหมอชิต
อัญชลี ตั้งเจริญสุขจีระ; Unchalee Tangchareonsukgera
การทำภาคนิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาถึงระดับความพึงพอใจ ของประชาชนที่มาใช้บริการรถไฟฟ้าว่าความพึงพอใจอยู่ในระดับใด (2) เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่มี ความสัมพันธ์ต่อความพึงพอใจของประชาชนที่มาใช้บริการ (3) เพื่อศึกษาถึงปัญหาและ อุปสรรคในการใช้บริการ และใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงานในการให้บริการให้มี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การเก็บรวบรวมข้อมูลเครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม และใช้วิธีการ สุ่มตัวอย่างทั้งหมด 350 ชุด จำแนกเป็นเพศชาย 112 คน คิดเป็นร้อยละ 32.00 และเพศหญิง 238 คน คิดเป็นร้อยละ 68.00 อายุส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 18 - 30 ปี คิดเป็นร้อยละ 49.70 โดย ส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทเอกชนคิดเป็นร้อยละ 51.10 การศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับ ปริญญาตรีหรือสูงกว่า คิดเป็นร้อยละ 60.00 และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 8,001 - 12,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 38.90 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS. For Window 10 หา ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ของผู้มาใช้บริการกับความพึงพอใจ โดยการทดสอบสมมุติฐานทางสถิติด้วยวิธี t-test และ F-test ผลการศึกษามีดังนี้ 1.ระดับความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการมาใช้บริการในภาพรวม ประชาชนมี ความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก สำหรับความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการมาใช้บริการทั้ง 6 ด้านอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนทางด้านความรวดเร็วในการให้บริการและด้านความปลอดภัยใน การให้บริการ ประชาชนมีความพึงพอใจมาก ส่วนทางด้านความคิดเห็นต่อปัจจัยในระดับความ พึงพอใจความรวดเร็วในการให้บริการประชาชนมีความพึงพอใจมากที่สุดซึ่งสอดคล้องกัน ระหว่างของผู้ใช้บริการ และผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส อีกทั้งขจัดปัญหาของผู้ใช้ที่ต้องการ หลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรที่ติดขัด จึงได้หันมาใช้บริการรถไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี&#13;
2. ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการใช้บริการพบว่า ประชาชนผู้ใช้ บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสในด้านต่างๆ ทั้ง 8 ด้าน พบว่า กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าความรวดเร็วในการ ให้บริการไม่สม่ำเสมอ ขาดช่วงไม่เป็นไปตามที่ได้ประชาสัมพันธ์ไว้ ทุกๆ 3 นาที เที่ยว ด้าน ความปลอดภัย พบว่าทางเดินแคบ พื้นทางเดินลื่น ป้ายประชาสัมพันธ์และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ไม่ชัดเจน ด้านอัตราค่าบริการมีราคาแพง และควรใช้บัตรอื่นเป็นส่วนลดได้ ด้านการอำนวย ความสะดวกในการให้บริการโดยมีรถรับส่งถึงสถานีรถไฟฟ้า รถรับส่งในพื้นที่ที่สถานีรถไฟฟ้า อยู่ไกล ด้านความสุภาพเรียบร้อยและกิริยามารยาทของเจ้าหน้าที่ในการตอบข้อซักถาม พูด เร็วฟังไม่เข้าใจ และมักแสดงอารมณ์ต่อการซักถามมากๆ ด้านการให้คำแนะนำในการเข้ารับ บริการจากเจ้าหน้าที่มักจะไม่ได้รับคำตอบ เนื่องด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น เจ้าหน้าที่น้อยโดย เฉพาะในช่วงเช้า อธิบายไม่เข้าใจ เป็นต้น ส่วนด้านความสะอาดของสถานที่ให้บริการมีของขาย เยอะมากทำให้ดูสกปรก ไม่มีระเบียบ เจ้าหน้าที่ดูแลไม่ทั่วถึง ด้านความสม่ำเสมอในการจอด รับส่งผู้ใช้บริการโดยให้เวลาไม่เท่ากัน รถบริการรับ-ส่ง วิ่งช้า ขาดระยะ และด้านอื่นๆ เช่น จุด แลกเหรียญน้อยเกินไป ไม่มีการต่อคิวขาดความเป็นระเบียบ บันไดเลื่อนมีน้อยไป ห้องน้ำ สำหรับผู้โดยสาร เป็นต้น 3. ผลการทดสอบสมมติฐาน จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้าน เพศ อายุ การศึกษา รายได้ของประชาชนที่มาใช้บริการมีความพึงพอใจต่อการมาใช้บริการ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ปัจจัยส่วนบุคคลด้านอาชีพของ ประชาชนที่มาใช้บริการมีความพึงพอใจต่อการมาใช้บริการแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ ความเชื่อมั่น 0.05 อภิปรายผล จากลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างที่ทำการศึกษาครั้งนี้ได้ว่า ส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 18-30 ปี มีอาชีพในบริษัทเอกชน จบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือ สูงกว่า มีรายได้ส่วนบุคคลโดยเฉลี่ยต่อเดือน 8,001-12,000 บาท เห็นได้ว่าเป็นกลุ่มผู้มีอายุ น้อย มีความรู้และมีรายได้ในระดับเกณฑ์ที่ดี ความพึงพอใจต่อการใช้รถไฟฟ้าบีทีเอสในด้านต่างๆ จากผลการศึกษา แสดงให้เห็นว่า เมื่อพิจารณาปัจจัยความพึงพอใจความรวดเร็วในการให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสมากที่สุด ความ ปลอดภัยในการให้บริการ ความสะอาดของสถานที่ให้บริการ ความสม่ำเสมอในการจอดรับส่ง ผู้ใช้บริการ ความสุภาพเรียบร้อยและกิริยามารยาทของเจ้าหน้าที่ในการตอบข้อซักถาม การ ให้คำแนะนำในการเข้ารับบริการจากเจ้าหน้าที่ การอำนวยความสะดวกในการให้บริการโดยมี รถรับส่งถึงสถานีรถไฟฟ้า และอัตราค่าบริการ (เรียงตามลำดับความสำคัญมากไปหาน้อย) จาก ปัจจัยความพึงพอใจดังกล่าวเห็นได้ว่าการที่ประชาชนที่ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส มีจุดมุ่งหมาย อย่างเดียวกัน คือความรวดเร็วของการใช้บริการรถไฟฟ้า อาจมีเหตุผลจากการจราจรที่คับคั่ง บนท้องถนน การจราจรที่ติด และตามวัตถุประสงค์ของโครงการก่อตั้งรถไฟฟ้าบีทีเอสในการ แก้ไขปัญหาการจราจรในเขตกรุงเทพมหานครเป็นหลัก ปัจจัยความปลอดภัยเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสให้ความสำคัญรองลงมา ในขณะที่ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสให้ความ สำคัญพอๆ กับความกับรวดเร็ว โดยจะเห็นได้จากการประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อต่างๆ ถึงความ ปลอดภัยเมื่ออยู่ในสถานีรถไฟฟ้า แต่ในขณะเดียวกันผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสได้ให้ปัจจัย ความสำคัญของอัตราค่าบริการอันดับน้อยสุด อาจเนื่องด้วยอัตราค่าบริการเป็นที่ผู้ใช้บริการ รถไฟฟ้าบีทีเอสจะต้องยอมรับได้เมื่อต้องการใช้บริการ หรือในอีกแง่หนึ่งก็คือผู้ใช้บริการที่ ต้องการความรวดเร็ว หลีกเลี่ยงจากสภาพปัญหาที่ต้องเผชิญในการเดินทางจะต้องยอมจ่ายเงิน จำนวนสูงกว่าการใช้บริการรถประจำทางประเภทอื่น (ยกเว้นกรณีรถแท็กซี่ เนื่องจากอัตรา ค่าบริการขึ้นอยู่ตามระยะทาง) อีกทั้งจากการสำรวจรายได้ของผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสมี รายได้ที่สามารถจะเสียอัตราค่าบริการได้ ดังเห็นได้ว่าผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสควรที่จะ พัฒนาระบบรถไฟฟ้าเพิ่มกับความต้องการของผู้ใช้บริการ ในขณะเดียวกันก็ควรหาแนวทาง ปรับปรุงแก้ไขการให้บริการที่ดีมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว สม่ำเสมอ ตามที่ประชาสัมพันธ์ โครงการไว้ การลดราคาตั๋วรถไฟฟ้าหรือการส่งเสริมการขายประเภทอื่นเข้ามาร่วมใช้กับอัตรา ค่าบริการก็จะช่วยให้ผู้โดยสารหันมาเลือกการใช้บริการเพิ่มมากขึ้น ในทางตรงกันข้ามสภาพ ปัญหาการจราจรลดลงได้ส่วนหนึ่ง ข้อเสนอแนะ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาวิจัย เห็นว่าอีกทั้งมีข้อเสนอแนะที่สำคัญใน การบริการด้านความรวดเร็ว คือควรขยายเวลาในเที่ยวแรกจากเดิม 06.00 น. เป็น 05.30 น. ใน ช่วงของวันทำงาน ด้านความปลอดภัยควรทำป้ายหรือสัญลักษณ์ต่างๆ ให้ชัดเจน เข้าใจง่าย และควรเป็นสากลเพื่อความเข้าใจเป็นหนึ่งเดียว ด้านอัตราค่าบริการควรปรับราคาให้เหมาะสม ขึ้นอยู่กับระยะทางหรือตามช่วงเวลา เช่น ช่วงเช้า บ่าย และเย็นเป็นอัตราที่ไม่เหมือนกันขึ้น อยู่กับปริมาณผู้ใช้ในแต่ละช่วงเวลา ด้านการอำนวยความสะดวกในการให้บริการโดยมีรถรับส่ง ถึงสถานีรถไฟฟ้าควรเพิ่มจุดให้บริการรถรับ-ส่งเพิ่มขึ้น และควรมีทุกจุดให้ครอบคลุมพื้นที่ใน สถานที่ไกลตัวเมือง ด้านการอำนวยความสะดวกในการให้บริการโดยมีรถรับส่งถึงสถานี รถไฟฟ้า ควรจัดให้มีรถรับ-ส่งทุกจุดสถานี และเพิ่มจำนวนรถรับ-ส่งให้มากขึ้น ด้านความสุภาพ เรียบร้อยและกิริยามารยาทของเจ้าหน้าที่ในการตอบข้อซักถาม ควรจัดให้มีการอบรมการ บริการผู้มาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ด้านการให้คำแนะนำในการเข้ารับบริการจากเจ้าหน้าที่จัดให้ มีกล่องแสดงความคิดเห็น จัดอบรมความรู้และมารยาทให้แก่พนักงาน ด้านความสะอาดของ สถานที่ที่ทำให้บริการ ควรจัดเวรตรวจความสะอาด ให้มีเจ้าหน้าดูแล ตรวจตราความสะอาดอยู่ สม่ำเสมอด้านความสม่ำเสมอในการจอดรับส่งผู้ใช้บริการ ช่วงเวลาเร่งด่วนควรเพิ่มจำนวนรอบ วิ่งมากขึ้น ส่วนในด้านอื่นๆ ควรเพิ่มช่องทางเสียบบัตรเข้า-ออกให้มากขึ้น และควรจัดระเบียบ การใช้บริการให้เป็นระเบียบสะดวกมากขึ้น
ภาคนิพนธ์ (บธ.ม.) (บริหารธุรกิจ) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2546.
</description>
<dc:date>2003-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</rdf:RDF>
