<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel rdf:about="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/3">
<title>คณะพยาบาลศาสตร์</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/3</link>
<description>คณะพยาบาลศาสตร์ /Faculty of Nursing</description>
<items>
<rdf:Seq>
<rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5467"/>
<rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5463"/>
<rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5440"/>
<rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5435"/>
</rdf:Seq>
</items>
<dc:date>2026-05-06T03:44:04Z</dc:date>
</channel>
<item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5467">
<title>แนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ดูแลเพื่อเพิ่มทักษะการดูแลเด็กโรคสมาธิสั้น</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5467</link>
<description>แนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ดูแลเพื่อเพิ่มทักษะการดูแลเด็กโรคสมาธิสั้น
อัจฉราภา ประเทศา; Acharapa Pratesa
การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ดูแลเพื่อเพิ่มทักษะการดูแลเด็กโรคสมาธิสั้น โดยประยุกต์รูปแบบการการปฏิบัติตามหลักฐานเชิงประจักษ์ของศูนย์ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูงประเทศสหรัฐอเมริการ เฉพาะขั้นตอนที่ 1 และ 2 จากขั้นตอนหลักทั้งหมด 4 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ตัวกระตุ้นให้กำหนดปัญหา คือ ผู้ดูแลเด็กโรคสมาธิสั้นในชุมชนมีทักษะการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน การช่วยเหลือด้านการเรียน การปรับอารมณ์ให้เด็กสมาธิสั้นไม่เพียงพอ และจากการทบทวนวรรณกรรม พบความชุกทั้งในและต่างประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น เด็กโรคสมาธิสั้นมีพฤติกรรมที่เป็นปัญหามีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน และอารมณ์ที่มีผลต่อสัมพันธภาพกับบุคคลรอบข้าง พบปัจจัยที่มีผลต่อทักษะการดูแลประกอบด้วยลักษณะส่วนบุคคลของผู้ดูแล ลักษณะของเด็กโรคสมาธิสั้น ความสามารถของผู้ดูแลในการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน การช่วยเหลือด้านการเรียน และการปรับด้านอารมณ์ให้เด็กโรคสมาธิสั้น และโปรแกรมที่ปรับพฤติกรรมเด็กลักษณะต่างๆ ขั้นตอนที่ 2 แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เป็นการประเมินทักษะผู้ดูแลด้วยแบบประเมินลักษณะส่วนบุคคลของผู้ดูแล ลักษณะของเด็กโรคสมาธิสั้น และความสามารถของผู้ดูแลในการปรับพฤติกรรม การใช้ชีวิตประวัน การช่วยเหลือด้านการเรียน และการปรับด้านอารมณ์ให้เด็กโรคสมาธิสั้น ส่วนที่ 2 เป็นการแยะแยะระดับทักษะผู้ดูแลตามผลที่ได้จากส่วนที่ 1 แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับน้อย ระดับปานกลางและระดับมาก และส่วนที่ 3 การพยาบาลเพื่อเพิ่มทักษะการดูแลเด็กโรคสมาธิสั้น ประกอบด้วย การสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับโรคสมาธิสั้นและปัจจัยที่มีผลต่อการดูแลเด็กโรคสมาธิสั้น การฝึกทักษะวิธีการปรับและพัฒนาทักษะ 3 ด้าน คือ 1) การใช้ชีวิตประจำวัน 2) การฝึกทักษะวิธีการปรับและ 3) พัฒนาความสามารถในการเรียนและฝึกทักษะวิธีการปรับและพัฒนาการควบคุมอารมณ์เด็กโรคสมาธิสั้น ด้วยการให้ความรู้ การปฏิบัติเทคนิคปรับพฤติกรรม โดยใช้สื่อเป็นคู่มือ และใบงาน ใช้กระบวนการระดมความคิดบทบาทสมมติ สถานการณ์จำลอง กรณีตัวอย่าง และการแสดงละคร จำนวนครั้งในการเข้ารับการอบรมแบ่งตามระดับทักษะของผู้ดูแล คือ ระดับน้อยฝึกทักษะอย่างน้อย 9 ครั้ง ระดับปานกลางฝึกทักษะอย่างน้อย 6 ครั้งและระดับมากฝึกทักษะอย่างน้อย 3 ครั้ง การศึกษาครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่า ควรต่อยอดการสร้างแนวปฏิบัติการพยาบาลให้ครบทั้ง 4 ขั้นตอน นำลงสู่การปฏิบัติจริงแบบนำร่อง เสนอแนวปฏิบัติแก่ผู้บริหารหน่วยงานและบุคลากรวิชาชีพ เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญและกระตุ้นให้เกิดการนำไปใช้จริงให้มากยิ่งขึ้น; This study aimed to create Clinical Nursing Practice Guideline (CNPG) for increasing skill in caring ADHD children by applying performing pattern from empirical evidence of advance nursing center in USA. Only applying step 1 and 2 from all 4 main steps. Step 1, the trigger-evidence was ADHD caregivers in community lack skill for adjusting routine, study assistance, emotional adjustment for caring ADHD children. Literature review showed that the prevalence of inside and outside country are increasing. ADHD children had troubles with behaviors which affected their normal life, study and emotion that affect their relation toward people around them. Factors affecting care skill were caregiver characteristics, ADHD children characteristics and caregiver abilities to adjust their routine and emotional adjustment. Step 2, developed guideline consist of 3 section. Section 1 is to evaluate caregiver' s skill from caregiver characteristic, ADHD children characteristic, caregiver ability to adjust their routine , study assistance and emotional adjustment. Section 2 is to extinguish caregiver' s skill levels from section 1 into 3 level which are low, moderate and high level. Step 3, nursing for increasing skill in caring ADHD children consisted of making clear understand of ADHD and factors affecting ADHD children caring, practicing skill for adjusting and developing routine life, practicing skill for adjusting and developing in learning, practicing skill for adjusting and developing emotional controlling of ADHD children by inform knowledge, teaching and practicing behavioral adjustment technique, learning, emotion by using media, worksheet, idea collecting process, role play, scenario, case study and soft opera performing. The number for training each caregiver is ranking by their skill level. Caregivers with low skill need to be trained at least 9 times. Caregivers with moderate skill need to be trained at least 6 times. Caregivers with high skill need to be trained at least 3 times. This study recommend that this CNPG should be extended to 4 step and present it to executives and involved personnel to perform according their work as prototype to show them the importance and leading to the use of this guideline.
การศึกษาอิสระ (พย.ม.) (การพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2557
</description>
<dc:date>2014-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5463">
<title>แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดอาการปวดหลังส่วนล่างจากการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5463</link>
<description>แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดอาการปวดหลังส่วนล่างจากการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล
อ้อย ไพรพนาพันธ์; Ooy Pripanapan
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันอาการปวดหลังส่วนล่างจากการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลโดยประยุกต์ 2 ขั้น ตอนแรกจาก 4 ขั้นตอนของรูปแบบการปฏิบัติตามหลักฐานเชิงประจักษ์ (Soukup. 2000) สืบค้นด้วยหลักการพิโก้ (PICO) และตรวจสอบความน่าเชื่อถือตามเกณฑ์ของเมลนิก และไฟน์เอาท์-โอเวอร์ฮอล์ หลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีจำแนกเป็นงานวิจัยระดับ 5 จำนวน 13 เรื่อง (ร้อยละ 59.10) ระดับ 3 จำนวน 6 เรื่อง (ร้อยละ 27.30) ระดับ 2 จำนวน 2 เรื่อง (ร้อยละ 9.10) และระดับ 1 จำนวน 1 เรื่อง (ร้อยละ 4.50) แนวปฏิบัติการพยาบาลที่สร้างขึ้น ประกอบด้วย การประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดหลังส่วนล่างของผู้ปฏิบัติงนในโรงพยาบาล โดยการใช้แบบสอบถาม การจัดระดับความเสี่ยงต่ออาการปวดหลังส่วนล่าง การพยาบาลโดยการแจกคู่มือการดูแลตนเองโดยการให้สุขศึกษา และการประเมินผล การประเมินดำเนินการโดยให้คะแนนความเสี่ยง การมีปัจจัยส่วนบุคคล อาการปวด พฤติกรรมการป้องกันการเกิดอาการปวด การรับรู้ความสามารถตนเองในการป้องกันอาการปวด หลังจากนั้นนำคะแนนรวมมาจัดระดับความเสี่ยงแบ่งเป็นระดับเสี่ยงน้อย เสี่ยงปานกลาง และเสี่ยงมาก การพยาบาลแบ่งเป็นการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันหรือการลดอาการปวด และติตดามทางโทรศัพท์ กรณีความเสี่ยงน้อย การพยาบาล คือ ให้คำแนะนำ 2 ครั้ง และติตดามทางโทรศัพท์ 2 ครั้ง สื่อที่ใช้คู่มือการปฏิบัติตนและการสาธิตวิธีการป้องกันหรือการลดอาการปวดและให้สาธิตย้อนกลับเพื่อป้องกันการเกิดอาการปวดหลังส่วนล่าง การเสนอตัวแบบที่ดีมีประสบการณ์เกี่ยวกับการดูแลตนเองในการป้องกันอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดี กรณีความเสี่ยงปานกลางจะให้การพยาบาลเหมือนกรณีคะแนนความเสี่ยงระดับน้อย แต่แตกต่างกันที่เพิ่มความถี่การให้คำแนะนำเป็น 3 ครั้ง โทรศัพท์ติดตาม 3 ครั้ง กรณีความเสี่ยงมากจะเพิ่มความถี่การให้คำแนะนำเป็น 5 ครั้ง โทรศัพท์ติดตาม 5 ครั้ง ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ปฏิบัติงานตามระดับความเสี่ยงของการปวดหลัง การศึกษาครั้งต่อไปควรสร้างแนวปฏิบัติการพยาบาลให้ครบทั้ง 4 ขั้นตอนนำลงสู่การปฏิบัติจริง แบบนำร่องในแผนกต่างๆ นำเสนอในที่ประชุมาพยาบาลวิชาชีพ ฝ่ายบุคลากรและสหวิชาชีพ เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญและพัฒนาวิธีประเมินปัจจัยเสี่ยง วิธีจำแนกระดับความเสี่ยง การให้การดูแลตามบทบาทของแต่ละวิชาชีพ; This study aims to develop nursing interventions to prevent lower back pain from the work of practitioners in hospitals by two applications, the first step of the 4 stages of a compliance empirical evidence (Soukup. 2000) Seach with the proven (PICO) and verified the reliability of Melnyk, and Fineout-Overholt. Empirical evidence are classified as Descriptive research 13 studies (59..10%) Quasi experimental research 6 studies (27.30%) Randomized controlled trial : RCT 2 studies (9.10%) and A systematic review of the research 1 studies (4.50%). The clinical nursing practice guideline assessment includes a risk of lower back pain in hospital workers using a questionnaire. The level of risk of lower back pain. Nursing care by giving your own. By providing health education and evaluation. Assessment performed by scoring risk factors, personal pain behaviors prevent pain. Their efficacy in preventing pain. Finally, the overall risk rating divided by the volume is less. Medium risk and more vulnerable nursing breaks as recommendations for preventing or reducing pain and paging. Cases less risk of nursing is to suggest two times and track the phone 2 times media guide their practice and demonstrate how to prevent or reduce pain and to demonstrate the reverse to prevent pain in the lower back. Ticket offer good experience with self-care in the prevention of back pain as well. Medium risk cases to the hospital, as the risk score level, different frequency to advise follow-up 3 times phone is 3 times the risk will dramatically increase frequency to suggest a follow-up 5 times and phone 5 times. Results can be applied as a guideline for nurses to provide nursing care based on risk level of work-related low back pain. The next study should create a complete portrait Nursing 4 steps lead down to practicality. A pilot in various departments present at the meeting nurses to the department of personnel and multidisciplinary to all parties the importance and development of risk assessment methods. How to identify the level of risk. The role of each professional care.
การศึกษาอิสระ (พย.ม.) (การพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2557
</description>
<dc:date>2014-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5440">
<title>การพัฒนาแบบประเมินภาวะสุขภาพสำหรับผู้ช่วยพยาบาล</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5440</link>
<description>การพัฒนาแบบประเมินภาวะสุขภาพสำหรับผู้ช่วยพยาบาล
ทินกร บัวชู; ทิฏฐิ ศรีวิสัย; เสน่ห์ ขุนแก้ว; ยุวดี แตรประสิทธิ์; ณัฐนันท์ คำพิริยะพงศ์; สุวารี โพธิ์ศรี; Thinnakorn Buachu; Thitdhi Srivisai; Saneh Khunkhaw; Yuwadee Traprasit; Nattanun Kumpiriyapong; Suwaree Posri
บทนำ: การประเมินภาวะสุขภาพที่มีประสิทธิภาพจะนำไปสู่การจำแนกปัญหาสุขภาพและสามารถวางแผนกิจกรรมการช่วยเหลือดูแลได้เฉพาะเจาะจงกับผู้ป่วยรายบุคคลได้&#13;
วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจและพัฒนาแบบประเมินภาวะสุขภาพสำหรับผู้ช่วยพยาบาล&#13;
ระเบียบวิธีวิจัย: เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาลและอาจารย์พยาบาล จำนวน 355 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบประเมินภาวะสุขภาพ เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) รายข้อ อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคทั้งฉบับ เท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ โดยใช้การสกัดด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบร่วม โดยใช้วิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก และหมุนแกนองค์ประกอบแบบมุมฉากด้วยวิธีแวริแมกซ์&#13;
ผลการวิจัย: จากการวิเคราะห์องค์ประกอบ ค่า Kaiser-Meyer-Olkin Measure of Sampling Adequacy (KMO) ได้เท่ากับ .961 และเมื่อทดสอบด้วยค่า Bartlett’s test of Sphericity พบว่า มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .000 และองค์ประกอบที่ 1-8 สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ทั้งหมด ร้อยละ 67.264 ดังนั้นแบบประเมินภาวะสุขภาพ ประกอบด้วย 8 แบบแผน ได้แก่ 1) แบบแผนการรับรู้ภาวะสุขภาพและประวัติการเจ็บป่วย 2) แบบแผนการรับประทานอาหารและการขับถ่าย 3) แบบแผนการพักผ่อนนอนหลับ 4) แบบแผนกิจกรรมและการออกกำลังกาย 5) แบบแผนอัตลักษณ์ส่วนบุคคลและสุขภาพทางเพศ 6) แบบแผนสุขภาพจิตและการปรับตัว 7) แบบแผนสัมพันธภาพในครอบครัวและบทบาททางสังคม และ 8) แบบแผนคุณค่าและความเชื่อ&#13;
สรุปผล: การวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นถึงแบบประเมินภาวะสุขภาพสำหรับผู้ช่วยพยาบาลที่เหมาะสมตามขอบเขตหน้าที่ ที่ครอบคลุมภาวะสุขภาพทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญาณ&#13;
ข้อเสนอแนะ: อาจารย์พยาบาลสามารถนำแบบประเมินภาวะสุขภาพไปใช้ประเมินภาวะสุขภาพของผู้ป่วยรายบุคคล สำหรับนักศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล
สามารถเข้าถึงบทความฉบับเต็ม (Full Text) ได้ที่ :&#13;
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/258930/176719
</description>
<dc:date>2023-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5435">
<title>ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคในกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจในตำบลอิสาณ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5435</link>
<description>ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคในกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจในตำบลอิสาณ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์
ปัณณทัต บนขุนทด; ปิยลักษณ์ จันทร์สม; ชุมศรี ต้นเกตุ; ชญานิศ เขียวสด; กิติพงษ์ เรือนเพ็ชร; กัลยา มั่นล้วน; Punnathut Bonkhunthod; Piyaluck Chansom; Choomsri Tonkhet; Chayanis Kheawsod; Kitipong Ruanphet; Kanlaya Munluan
หลักการและเหตุผล  : โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการป่วยและการตายที่สำคัญของคนไทย การป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ โดยใช้ข้อมูลที่เหมาะสมจะทำให้สามารถวางแผนเพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหานี้วัตถุประสงค์ :   เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคในกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจและปัจจัยที่สัมพันธ์    กับพฤติกรรมการป้องกันโรคในกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจวิธีการวิจัย :   การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยหาความสัมพันธ์  กลุ่มตัวอย่างได้แก่  บุคคลที่เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจที่มารับบริการที่คลินิกโรคไม่ติดต่อ  โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ  ตำบลบ้านหนองโพรง  ตำบลอิสาณ  อำเภอเมือง  จังหวัดบุรีรัมย์  จำนวน  217  ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้การสุ่มแบบง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน  พ.ศ.2565  สถิติเชิงพรรณนาและสถิติวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ    แบบขั้นตอนผลการศึกษา :   กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการป้องกันโรคโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร การจัดการความเครียด และการตรวจสุขภาพประจำปี มีค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 66.6 และปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคในบุคคลที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ  ได้แก่  แรงจูงใจด้านสุขภาพ การรับรู้ความรุนแรง และการรับรู้อุปสรรค สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคของกลุ่มตัวอย่างได้ร้อยละ 42 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01&#13;
สรุป :   การส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจในบุคคลกลุ่มเสี่ยง  โดยเน้นการสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติพฤติกรรมการป้องกันโรคที่สอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิต     ตลอดจนต้องสร้างความตระหนักรู้ถึงความรุนแรงของโรคและลดอุปสรรคที่ขัดขวางการปฏิบัติพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นสำคัญ; Background :   Cardiovascular  diseases  are  important  causes  of  death  and  illness  in     Thai people. Programs to increase health literacy will support prevention and promotion to reduce the risk of the diseases. Objective : The purpose of this research was to study factors associated preventive behaviors among persons at risk of coronary heart disease. Methods : A correlational design, among persons at risk to disease in Ban Nongprong health promoting hospital of I-San subdistrict, Mueang district, Buri Ram     Province. The sample consisted of 217 persons at risk to coronary heart disease who were purposively recruited according to inclusion criteria, followed  up  at  Ban  Nongprong  health  promoting  hospital,  were     collected from may to June, 2022.    Results: The research findings were overall preventive behaviors for coronary heart     disease of participant was at a moderate level ( = 66.6). The health motivation,  perceive  of  severity  and  perceive  of  barrier  significant  by predicted preventive behaviors for coronary heart disease among persons     at risk to disease. The predicting power was 42 percents of the variance  (p &lt; 0.01). Conclusion :   The findings suggest that promoting of preventive behavior for coronary heart disease among persons at risk to disease requires promoting health motivation in relation to individual lifestyle as well as increase perceive of severity and decreasing perception of barriers.
สามารถเข้าถึงบทความฉบับเต็ม (Full Text) ได้ที่ :&#13;
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/266723/182090
</description>
<dc:date>2023-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</rdf:RDF>
