<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/8">
<title>คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/8</link>
<description>คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี /Faculty of Science and Technology</description>
<items>
<rdf:Seq>
<rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5674"/>
<rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5667"/>
<rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5643"/>
<rdf:li rdf:resource="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5642"/>
</rdf:Seq>
</items>
<dc:date>2026-06-20T10:35:31Z</dc:date>
</channel>
<item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5674">
<title>ฮอร์โมนแห่งรัก</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5674</link>
<description>ฮอร์โมนแห่งรัก
จันเพ็ญ บางสำรวจ; Janpen Bangsumruaj
ความรักเชิงชู้สาวแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ตัณหา คลั่งไคล้ และผูกพัน ซึ่งแต่ละระยะจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหลายชนิด ในระยะแรกนั้นจะรู้สึกหลงไหล พึงพอใจ ตื่นเต้นและเครียดซึ่งเกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมนเพศเอสโตรเจน โปรเจสเตอโรนคอร์ติซอล เนิร์ฟโกรทแฟคเตอร์ และระดับของซีโรโทนินที่ลดลง ระยะที่ 2 คลั่งไคล้ เป็นระยะแห่งความเพ้อฝันและหมกมุ่นกับคนรักซึ่งเป็นผลจากฟีนิลเอทิลลามีน โดปามีน และนอร์อะดรีนาลีน สุดท้ายเป็นระยะของความผูกพันระยะนี้จะนำมาซึ่งความรู้สึกปลอดภัย สะดวกสบายผ่อนคลายและมีความสุขสัมพันธ์กับระดับของออกซิโทซินและวาโสเพรสซินที่สูงขึ้น กลไกที่ก่อให้เกิดความรู้สึกดังที่กล่าวมานั้นเกิดจากการกระตุ้นระบบโดปามีนที่สมองส่วนนิวเคลียสแอกคัมเบนส์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรีวอร์ด ซิสเต็มโดยความรู้สึกรักและพึงพอใจเกิดจากการกระตุ้นผ่านตัวรับโดปามีน 2 ส่วนการกระตุ้นตัวรับโดปามีน 1 จะให้ผลตรงกันข้าม; There are 3 phases of human love, lust, attraction, and attachment. Each phase is associated with various hormones. The first phase of relationships is characterized by high passion, excitement and stress. This phase is driven by a high level of testosterone, estrogen, cortisol, and nerve growth factor while the serotonin level is decreased. In the Second phase, attraction is imaginary and focused on their lover, through phenylethylamine dopamineand noradrenaline. In the Last phase, attachment is the bonding that brings intimacy safety love, comfort, soothing and pleasure. It has been linked to higher levels of oxytocin and vasopressin. The mechanism of all feeling associated with reward system is mediated by the dopaminergic pathway in the nucleus accumbens. Dopamine binding toD2-dopamine receptors (D2) in nucleus accumbens induced the formation of partner preference whereas D1-dopaminereceptors (D1) signaling prevent bondinq.
สามารถเข้าถึงบทความฉบับเต็ม (Full Text) ได้ที่ :&#13;
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scimsujournal/article/view/19252/16936
</description>
<dc:date>2013-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5667">
<title>การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชากายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา 1 ของนักศึกษาเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 1 ระหว่างการสอนปกติกับการสอนปกติร่วมกับการทำสรุปย่อและแผนที่ความคิด</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5667</link>
<description>การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชากายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา 1 ของนักศึกษาเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 1 ระหว่างการสอนปกติกับการสอนปกติร่วมกับการทำสรุปย่อและแผนที่ความคิด
อัญชลี ชุ่มบัวทอง; เมตตา โพธิ์กลิ่น; รังสิมา ใช้เทียมวงศ์; จันเพ็ญ บางสำรวจ; บังอร ฉางทรัพย์; Unchalee Chumbuathong; Maitta Phoglin; Rungsima Chaitiamwong; Janpen Bangsumruaj; Bangon Changsap
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชากายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา 1 ของนักศึกษาเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 1 ที่เรียนโดยการทำสรุปย่อและการเรียนปกติ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชากายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา 1 ของนักศึกษาเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 1ที่เรียนโดยการทำแผนที่ความคิดและการเรียนปกติ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชากายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา 1 ระหว่างนักศึกษาที่เรียนโดยการทำสรุปย่อและแผนที่ความคิด&#13;
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยในครั้งนี้เป็นนักศึกษาเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่  มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ที่ลงทะเบียนเรียนวิชากายวิภาคศาตร์และสรีรวิทยา 1 (AN 2113) ในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 120 ราย แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็นกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มที่ทำสรุปย่อ และ 2) กลุ่มที่ทำแผนที่ความคิด กลุ่มละ 40 ราย ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากผลการสอบปลายภาพ จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแตกต่างด้วยสถิติ t-test และการวิเคราะห์ความปรวนแปรแบบทางเดียว (one-way analysis of variance: one way ANOVA) และทดสอบภายหลัง (post hoc.) เพื่อทดสอบเปรียบเทียบคู่ที่แตกต่างกันโดยวิธีของเชฟเฟ่ (Scheffe’s method) ผลการวิจัย พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มที่มีการทำสรุปย่อสูงกว่าที่ได้รับการสอนตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลสัมฤทธิ์การเรียนของกลุ่มที่มีการทำแผนที่ความคิดสูงกว่าที่ได้รับการสอนตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มที่มีการทำสรุปย่อและทำแผนที่ความคิดไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิจัยครั้งนี้ ทำให้ได้แนวคิดในการใช้เทคนิคแผนที่ความคิดประกอบการเรียนการสอนวิชากายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาเพื่อเป็นแนวทางที่จะนำไปใช้ประยุกต์กับการเรียนการสอนในบทเรียนอื่นๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อไป; The purposes of this research were to 1) compare the learning achievement among first year Pharmaceutical Science students of Anatomy and Physiology 1 using brief summary and conventional method 2) mind mapping and conventional method and 3) brief summary and mind mapping&#13;
The samples of this study included 120 first year Pharmaceutical Science students at Huachiew Chalermprakiet, enrolled in Anatomy and Physiology 1 (AN 2113) in the second semester of academic year 2010. They were divided into 2 experiments group and a control group. The experiments groups consisted of those made a brief summary and mind mapping for each group of 40 students, while the control group comprised of 40 students who learned by conventional method. Data were collected from the learning achievement of final examination. The data were analyze by descriptive statistics such as mean, standard deviation, the t-test and one-way analysis of variance (one-way ANOVA). The Sheffe’ method was also applied to test the significant differences at the .05 level. The results showed that the experimental group of learning by brief summary had a higher learning achievement than the control group at .05 level of significance. The experimental group of learning by mind mapping had higher learning achievement than the control group at .05 level of significance. Learning achievement of the group that had a brief summary and mind mapping was not significantly different. The results of this study, the method of using mind mapping to teaching of Anatomy and Physiology to guide the application should be used for teaching in other lessons as well.
</description>
<dc:date>2013-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5643">
<title>นาโนคอมพิวเตอร์</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5643</link>
<description>นาโนคอมพิวเตอร์
ธนาวุฒิ ประกอบผล; Tanawut Prakobpol
นาโนเทคโนโลยีในธรรมชาติมีอยู่มากมายหลายศาสตร์ เช่น การเรียงตัวของโมเลกุลอย่างเป็นระเบียบของแคลเซียมคาร์บอเนตทำให้เกิดเป็นเปลือกหอย เป็นไข่มุก ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า หอยมีกรรมวิธีที่เรียกว่านาโนวิศวกรรม (nanoengineering)  ตามธรรมชาติหรือการจัดเรียงอะตอมของคาร์บอนอย่างเป็นระเบียบที่ต่างกันทำให้เกิดเป็นถ่าน กราไฟต์และเพชร&#13;
ความก้าวหน้าทางนาโนเทคโนโลยีทำให้เกิดแนวโน้มการพัฒนาคอมพิวเตอร์ เพื่อเป็นหน่วยควบคุมหรือหน่วยประมวลผลซึ่งเป็นส่วนสมองของจักรกลนาโน หรือที่เรียกว่า นาโนคอมพิวเตอร์ขึ้น (nanocomputer) นาโนคอมพิวเตอร์ต่างจากคอมพิวเตอร์ธรรมดาที่เราเข้าใจ เช่น คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่ทำงานโดยการปฏิสัมพันธ์กับประสาทสัมผัสของมนุษย์โดยตรง เช่น มีส่วนรับข้อมูลเข้า คือ คีย์บอร์ด มีส่วนแสดงผล คือ มอนิเตอร์ แต่นาโนคอมพิวเตอร์จะมีการรับข้อมูลเข้าทางเซนเซอร์ มีการแสดงผลออกเป็นสัญญาณหรือการทำงานกับจักรกลนาโน ทั้งนี้นาโนคอมพิวเตอร์จะมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับอุปกรณ์ที่ทำงานมากกว่ามนุษย์ แนวทางการพัฒนานาโนคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ &#13;
1. นาโนคอมพิวเตอร์เชิงอิเล็กทรอนิกส์ (electronic nanocomputer)&#13;
2. นาโนคอมพิวเตอร์เชิงเคมี (chemical nanocomputer)&#13;
3. นาโนคอมพิวเตอร์เชิงกล (mechanical nanocomputer)&#13;
4. ควอนตัมนาโนคอมพิวเตอร์ (quantum nanocomputer)&#13;
การวิจัยและพัฒนาทางด้านนาโนเทคโนโลยียังคงดำเนินต่อไป นาโนเทคโนโลยีนับว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทมากในปัจจุบัน โดยเป็นวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่มีอิทธิพลในทุกสาขา และจะเป็นเทคโนโลยีหลักที่ขาดไม่ได้ในศตวรรษที่ 21
</description>
<dc:date>2004-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5642">
<title>ปรอท : สารเคมีใกล้ตัวที่ควรรู้จัก</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5642</link>
<description>ปรอท : สารเคมีใกล้ตัวที่ควรรู้จัก
เกษม พลายแก้ว; Kasem Plaikaew
สารประกอบของปรอทที่ใช้ประโยชน์กันมีอยู่ด้วยกัน 3 รูปแบบ คือ โลหะปรอทบริสุทธิ์ สารประกอบปรอทอนินทรีย์ และสารประกอบปรอทอินทรีย์  สารประกอบเหล่านี้นำมาใช้ทำเครื่องมือและอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ใช้ในอุตสาหกรรม จากกิจกรรมผลิตในระบบอุตสาหกรรมสามารถทำให้เกิดการปนเปื้อนสารปรอทในสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งสารปรอทเหล่านี้จะแพร่กระจายไปสะสมในสิ่งมีชีวิตในห่วงโซ่อาหาร เมื่อคนเราบริโภคอาหารที่มีสารปรอทปนเปื้อนก็จะเกิดการถ่ายเทสารปรอทมาสะสมในร่างกายของเราจะได้จนก่อให้เกิดพิษภัยอันตรายจากสารปรอท ซึ่งมีแบบเรื้อรัง และแบบเฉียบพลัน
</description>
<dc:date>2004-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</rdf:RDF>
