<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/11</link>
<description>คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม /Faculty of Social Work and Social Welfare</description>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 06:31:51 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-07-31T06:31:51Z</dc:date>
<image>
<title>คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม</title>
<url>https://localhost:443/xmlui/bitstream/id/de10097a-3a34-4707-9101-808f75bcb211/Faculty Logo_Social Work and Social Welfare.jpg</url>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/11</link>
</image>
<item>
<title>การขับเคลื่อนวิถีพุทธภายใต้กระแสบริโภคนิยม : ศึกษากรณีพระสุบิน ปณีโต วัดไผ่ล้อม อำเภอเมือง จังหวัดตราด</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5930</link>
<description>การขับเคลื่อนวิถีพุทธภายใต้กระแสบริโภคนิยม : ศึกษากรณีพระสุบิน ปณีโต วัดไผ่ล้อม อำเภอเมือง จังหวัดตราด
หาญณรงค์ คะชา; Hannarong Khacha
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนการขับเคลื่อนของพระสุบิน ปณีโต ในการสร้างชุมชนวิถีพุทธ ภายใต้กระแสบริโภคนิยม ใช้กรณีศึกษาของพระสุบิน ปณีโต วัดไผ่ล้อม อำเภอเมือง จังหวัดตราด โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ และใช้แนวคำถามประกอบคำสัมภาษณ์เจาะลึก การสังเกตแบบไม่เป็นทางการ และการสนทนากลุ่ม แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ตามกรอบแนวคิดการวิจัยผลของการศึกษาสรุปได้ว่ากระบวนการขับเคลื่อนวิถีพุทธของพระสุบิน ปณีโต มีหลักการสำคัญ คือ (1) การสร้างสัมมาทิฐิให้กับประชาชนในชุมชน ให้เข้าใจปัญหาของตนให้ชัดเจน (2) การแก้ไขปัญหาของประชาชนในชุมชนต้องจัดตั้งเป็นกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบวงจรของชีวิต มีการวางกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนแต่สามารถยืดหยุ่นได้ตามบริบทของชุมชน (3) การสร้างกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ ต้องไม่มีการขยายไปอย่างรวดเร็ว เพราะการจัดตั้งกลุ่ม ในขณะที่ประชาชนยังขาดความเข้าใจจะทำให้กลุ่มล้มได้ง่าย (4) การสร้างจิตสำนึกด้วยหลักธรรมเป็นสิ่งที่สร้างจิตวิญญาณให้บังเกิดขึ้นกับคน ซึ่งจะก่อให้เกิดความขยันหมั่นเพียร ความซื่อสัตย์สุจริต และความเสียสละเพื่อส่วนรวม (5) การสร้างกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ ให้เข้มแข็ง ต้องทำในรูปเครือข่ายโดยใช้กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ ที่เข้มแข็งเป็นผู้ถ่ายทอดบทเรียนให้กับกลุ่มที่อ่อนแอกว่า (6) การติดตามประเมินผลการดำเนินงาน จะทำให้กลุ่มมีการสรุปบทเรียนและประสบผลสำเร็จมากขึ้น ผลของการศึกษาดังกล่าว ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะต่อชุมชนให้ยึดหลักปรัชญาเศรษฐพอเพียงมาเป็นแนวทางในนการดำเนินชีวิต องค์กรภายนอกที่ต้องการสนับสนุนต้องเข้าใจบริบทของชุมชนเพื่อจะได้จัดกิจกรรมที่ตรงกับความต้องการของชุมชน อันจะทำให้ชุมชนมีส่วนร่วม มีการเรียนรู้ และสามารถดำเนินกิจกรรมต่อไปได้ด้วยตนเอง; The purpose of this research is to study the mobilization of Phra Subin Paneeto in establishing Buddhist way under consumerism. Phra Subin Paneeto , Wat Phai-lom, Muang District, Trat Province is selected for a case study. In this study, qualitative methods are used; data were collected through in-depth interview, non-participant observation and focus group discussion, and are analyzed in accordance to the theoretical framework.&#13;
The mobilization of Buddhist way of Phra Subin Paneeto has 6 principles : (1) creating appropriate point of views to the people in the communities  so that they will clearly understand their problems (2) organizing saving groups to solve the people’s problems as well as developing all aspects of morality of saving group members according to their life cycle and regulating clear and flexible rules according to local circumstances of each community, (3) expanding saving group should not to be quickly as that may cause the groups to fall due to lack of understanding among the people, (4) creating consciousness and morality are crucial factors leading to diligence, integrity, and sacrifices in human spirituality, (5) strengthening the saving groups must be performed through networking so that the stronger groups can transfer knowledge to the weaker groups, and (6) monitoring and evaluating to help saving groups learn their experiences and gain more achievement. According to the findings mentioned above, the researchers recommends to the communities to apply the philosophy of sufficiency economy as a life’s guideline. The external supporting organizations must understand the context of communities in order to manage the activities to meet the communities’ needs. This will lead to people participation, learning, and expanding the activities by themselves.
</description>
<pubDate>Tue, 01 Jan 2008 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5930</guid>
<dc:date>2008-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>Qualitative Research on Urban Poverty in Thailand : A Cross Cultural Reflection</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5928</link>
<description>Qualitative Research on Urban Poverty in Thailand : A Cross Cultural Reflection
Puchong Senanuch; ภุชงค์ เสนานุช
This article discusses both the findings of a piece of research on urban poverty in Thailand and the reflects on the process of qualitative research in that country. This reflection is from the perspective of a Thai researcher writing in the environment of a western university. The findings focus on the ways in which Thai government has attempted to deal with urban poverty as it has been manifested in urban slums since the life off of economic development . In the absence of a social  security safety net , a consensus has appeared to emerge that self reliance is a culturally appropriate aim for the poor. The concept is analysed from the data and found to exclude many of the poorest who are unable to benefit from the available provision. The question of what can be ethical research among the poorest is examined, and the need to directly do good rather than avoid harm is prioritized for this research.; บทความนี้เป็นการอภิปรายเกี่ยวกับข้อค้นพบบางประเด็นจากการศึกษาวิจัยเพื้อแก้ไขปัญหาความยากจนในเมืองและกระบวนการการทำวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเป็นการสะท้อนมุมมองของนักวิจัยที่ทำงานท่ามกลางบรรยากาศและสภาพแวดล้อมของนักวิจัยในมหาวิทยาลัยของประเทศตะวันตก ความพยายามของรัฐบาลในการแก้ไขความยากจนในเมืองปรากฏชัดขึ้นไปพร้อมกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ระบบความมั่นคงของสังคมยังขาดประสิทธิภาพ แนวคิดการพึ่งตนเองจึงเป็นแนวคิดทางวัฒนธรรมที่เหมาะสมสอดคล้องกับกลุ่มคนจนเมือง อย่างไรก็ตามกลุ่มคนจนเมืองโดยเฉพาะคนที่คนที่จนที่สุดก็ยังไม่สามารถเข้าบริการสังคมอย่างทั่วถึง ประเด็นที่ควรคำนึงถึงในการทำงานวิจัยเชิงคุณภาพ คือจริยธรรมในการทำวิจัยโดยเฉพาะกับกลุ่มคนยากจน
</description>
<pubDate>Tue, 01 Jan 2008 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5928</guid>
<dc:date>2008-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การสนับสนุนทางสังคมและการปรับตัวทางสังคมที่มีผลต่อบทบาทในครอบครัวและการมีส่วนร่วมในชุมชนของสตรีกะเหรี่ยง จังหวัดราชบุรี</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5921</link>
<description>การสนับสนุนทางสังคมและการปรับตัวทางสังคมที่มีผลต่อบทบาทในครอบครัวและการมีส่วนร่วมในชุมชนของสตรีกะเหรี่ยง จังหวัดราชบุรี
วิชภา หลวงจอก; Wichapa Luangjok
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทในครอบครัวสตรีกะเหรี่ยง การสนับสนุนทางสังคมและการปรับตัวทางสังคมที่มีผลต่อบทบาทสตรีกะเหรี่ยง ใน 2 ด้าน ได้แก่ บทบาทในครอบครัวคือ บทบาทด้านการเจริญพันธุ์ และบทบาทในชุมชน ได้แก่ บทบาทด้านการผลิต และบทบาทด้านการมีส่วนร่วมในชุมชน โดยทำการศึกษาจากสตรีกระเหรี่ยงจำนวน 350 คน ในจังหวัดราชบุรี ใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษามีดังนี้&#13;
การนับถือศาสนาของสตรีกะเหรี่ยงมีผลต่อบทบาทด้านการเจริญพันธุ์ มีผลต่อบทบาทการมีส่วนร่วมในชุมชนของสตรีกะเหรี่ยง อายุของสตรีกะเหรี่ยงมีผลต่อบทบาทด้านการเจริญพันธุ์&#13;
การสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับบทบาทด้านการเจริญพันธุ์ ดังนี้ การสนับสนุนทางด้านสังคมด้านเครื่องมือ สิ่งของ เงินทอง และแรงงาน มีผลต่อบทบาทการมีส่วนร่วมในชุมชน การสนับสนุนทางสังคมด้านการยอมรับและเห็นคุณค่า มีผลต่อบทบาทด้านการผลิตและบทบาทด้านการมีส่วนร่วมในชุมชน และการสนับสนุนทางด้านข้อมูล ข่าวสาร และด้านการบริการ มีผลต่อการบทบาทด้านการมีส่วนร่วมในชุมชน&#13;
การปรับตัวทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับบทบาทของสตรีชาติพันธุ์ ดังนี้ การปรับตัวทางสังคมด้านความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า มีผลต่อบทบาทด้านการผลิต การปรับตัวทางสังคมด้านความปลอดภัย มั่นคง เสรีภาพ มีผลต่อบทบาทสตรีในด้านการเจริญพันธุ์ และมีผลต่อบทบาทการมีส่วนร่วมในชุมชน และการปรับตัวทางสังคมด้านความรู้สึกตึงเครียดและรู้สึกเกินขีด มีผลต่อบทบาทด้านการเจริญพันธุ์; The research aims to study the roles of Karen women, social adjustment and social support towards Karen women and factors effecting the roles of Karen women which include family roles and community roles. Family roles mean reproductive role and community roles mean productive role and community participation role. The samples are 350 Karen women living in Ratchaburi Province. The multiple regression analysis was used. The findings are as follows:&#13;
Religious practice of Karen women has the effect towards their reproduction and their involvement in the community. The age of Karen women has the effect towards their reproduction.&#13;
Social support to Karen women in materials, tools, money and labors has an impact on their involvement  in the community. Social support to Karen women in acceptance and understanding their values has the effect on their production and their involvement in the community. Social support to Karen women in information and services has the effect on their involvement in the community.&#13;
Self adjustment of Karen women in acceptance and understanding their values has an impact on their production. Self adjustment of Karen women in security and freedom has the effect on their reproduction and their involvement in the community. Self adjustment of Karen women in feelings of stress and overloads has the effect on their reproduction.
</description>
<pubDate>Thu, 01 Jan 2009 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5921</guid>
<dc:date>2009-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>รายงานวิจัย คุณลักษณะของบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และคุณลักษณะพิเศษของบัณฑิต หลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2568</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5909</link>
<description>รายงานวิจัย คุณลักษณะของบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และคุณลักษณะพิเศษของบัณฑิต หลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2568
ศิริพร เกื้อกูลนุรักษ์; Siriporn Kaukulnurak
การวิจัยเรื่อง “คุณลักษณะของบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และคุณลักษณะพิเศษของบัณฑิต หลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2568” มี วัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) ศึกษาภาวะการมีงานทำและการศึกษาต่อของบัณฑิตหลักสูตรสังคม สงเคราะห์ศาสตรบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2567 2) ศึกษาคุณลักษณะของบัณฑิตตาม กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และคุณลักษณะพิเศษของบัณฑิตในมุมมองของ บัณฑิต 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อคุณลักษณะของบัณฑิตตามกรอบมาตรฐาน คุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติและคุณลักษณะพิเศษของบัณฑิต กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย บัณฑิต ที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2567 จำนวน 15 คน และ ผู้บังคับบัญชา/นายจ้างของบัณฑิต จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สำหรับบัณฑิตและแบบสอบถามสำหรับผู้บังคับบัญชา/นายจ้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิง พรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยพบว่า บัณฑิตส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 23 ปี สำเร็จการศึกษาตามระยะเวลา ของหลักสูตร และมีเกรดเฉลี่ยสะสมเฉลี่ย 3.39 ส่วนใหญ่มีงานทำแล้วคิดเป็นร้อยละ 86.67 โดยได้ งานทำภายใน 1–3 เดือนหลังสำเร็จการศึกษา และทำงานในหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะหน่วยงาน ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตำแหน่งงานส่วนใหญ่คือ นักสังคมสงเคราะห์ เงินเดือนเฉลี่ย 15,593.85 บาทต่อเดือน และลักษณะงานส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับงานสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการ สังคม บัณฑิตส่วนใหญ่สามารถนำความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ในระดับมาก นอกจากนี้ บัณฑิตส่วนใหญ่เคยสมัครสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์อย่างน้อย 1 ครั้ง แต่ยังมีบางส่วนที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผลการประเมินตนเองของบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พบว่า ในภาพรวมทั้ง 6 ด้านบัณฑิตมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (&#119909;̅ = 4.19) โดยด้านที่มี ค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านคุณธรรม จริยธรรม (&#119909;̅ = 4.47) และด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และความรับผิดชอบ (&#119909;̅ = 4.43) ส่วนคุณลักษณะพิเศษของบัณฑิตอยู่ในระดับมากที่สุด (&#119909;̅ = 4.44) โดยคุณลักษณะที่มีค่าเฉลี่ยสูง ได้แก่ การมีจิตอาสาเรียนรู้เพื่อรับใช้สังคม ความรับผิดชอบต่อสังคม และความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นสำหรับผลการประเมินของผู้ใช้บัณฑิต พบว่า มีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะของบัณฑิตตาม มาตรฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (&#119909;̅ = 4.13) โดยด้านคุณธรรม จริยธรรม (&#119909;̅ = 4.51) และด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (&#119909;̅ = 4.32) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ขณะที่ความพึงพอใจต่อคุณลักษณะพิเศษของบัณฑิตอยู่ในระดับมากที่สุด (&#119909;̅ = 4.54) โดยเฉพาะ ด้านความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น การมีจิตอาสาเพื่อรับใช้สังคม และการมีคุณธรรมและ จรรยาบรรณวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ สะท้อนให้เห็นว่าหลักสูตรสามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณลักษณะ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ได้อย่างเหมาะสม
ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัย ประจำปีการศึกษา 2566 จากมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
</description>
<pubDate>Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5909</guid>
<dc:date>2026-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
