<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>Social Work and Social Welfare - Independent Studies</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/1447</link>
<description/>
<pubDate>Wed, 13 May 2026 20:34:39 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-05-13T20:34:39Z</dc:date>
<item>
<title>การสนับสนุนทางสังคมและการพึ่งตนเองของคนพิการที่กู้เงินจากสำนักงานพัฒนาสังคมและสวัสดิการจังหวัดสมุทรปราการ</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5492</link>
<description>การสนับสนุนทางสังคมและการพึ่งตนเองของคนพิการที่กู้เงินจากสำนักงานพัฒนาสังคมและสวัสดิการจังหวัดสมุทรปราการ
เอมอร ทองเจิม; Em-Orn Thongjerm
การศึกษาเรื่อง การสนับสนุนทางสังคมและการพึ่งตนเองของคนพิการที่กู้เงินจากสำนัก งานพัฒนาสังคมและสวัสดิการจังหวัดสมุทรปราการ” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงการสนับสนุนทางสังคมจากเครือข่ายทางสังคมของคนพิการ ศึกษาความสามารถในการพึ่งตนเองของคนพิการ และศึกษาความสัมพันธ์ของการสนับสนุนทางสังคมจากเครือข่ายทางสังคมที่มีผลต่อการพึ่งตน เองของคนพิการ โดยทำการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่กู้เงินจากสำนักงานพัฒนาสังคมและสวัสดิ การจังหวัดสมุทรปราการจำนวน 190 ราย และสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 3 ราย โดยเก็บรวบรวมข้อ มูลจากแบบสอบถามด้วยตนเองทั้งหมด สถิติที่ใช้ในการศึกษาคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS/PC ผลการศึกษาดังนี้ ผู้พิการส่วนใหญ่เป็นเพศชายอายุระหว่าง 30-39 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษา สถาน ภาพสมรสแล้ว ส่วนใหญ่มีความพิการทางกาย/ทางการเคลื่อนไหว ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้า ขายสลากกินแบ่งรัฐบาล รายได้อยู่ระหว่าง 1,000 - 35,000 บาท ผลการศึกษาการสนับสนุนทางสังคมจากเครือข่ายทางสังคม พบว่ากลุ่มตัวอย่างได้รับการ สนับสนุนด้านอารมณ์จากครอบครัวมากที่สุดในด้านการยอมรับว่าเป็นคนมีความสามารถในการหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนการสนับสนุนทางสังคมจากญาติ เพื่อน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในด้านต่าง ๆ นั้น กลุ่มตัวอย่างได้รับการสนับสนุนในระดับปานกลาง ผลการศึกษาการพึ่งตนเอง พบว่า ความสามารถพึ่งตนเองของกลุ่มตัวอย่างโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยคนพิการสามารถพึ่งตนเองระดับมาก ในด้านความพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่เมื่อพบกับความล้มเหลวในการประกอบอาชีพ และความอดทนต่อสู้กับปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนความ สามารถในด้านการมีรายได้เงินทุนเหลือเก็บ และความสามารถในการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ บุคคลอื่น พบว่า ความสามารถในการพึ่งเองในด้านดังกล่าวอยู่ในระดับน้อย ผลการศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยข้อมูลทั่วไปกับการสนับสนุนทางสังคมที่มี ความ สัมพันธ์กับการพึ่งตนเอง พบว่าในด้านปัจจัยข้อมูลทั่วไป สถานภาพสมรสกับอาชีพปัจจุบันมีความ สัมพันธ์กับการพึ่งตนเองของคนพิการ ส่วนการสนับสนุนทางสังคม ครอบครัว ญาติ และหน่วยงาน ภาคเอกชนมีความสัมพันธ์กับการพึ่งตนเองของคนพิการ สำหรับข้อเสนอแนะจากการศึกษาในระดับนโยบาย รัฐควรส่งเสริมด้านการศึกษาแก่คน พิการให้ทั่วถึงทั่วประเทศ ขยายบริการด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพสำหรับคนพิการ ส่ง เสริมและสนับสนุนสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง และควรเปิดโอกาสให้คนพิการได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการปรับเปลี่ยนระเบียบต่าง ๆ เช่นระเบียบการกู้เงิน รวมทั้งสนับสนุนองค์กรภาคเอกชนที่ทำงาน เกี่ยวกับคนพิการให้เป็นระบบ ส่วนในระดับปฏิบัติการหน่วยงานภาครัฐควรปรับทิศทางการทำงานเป็นเชิงรุกเพื่อให้การ คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิคนพิการอย่างทั่วถึง ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการควรจัดหน่วยเคลื่อนที่ออก ไปให้การฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้นตามชุมชนต่าง ๆ และควรเพิ่มบทบาทการทำงานของหน่วยงาน ภาคเอกชนให้มีการติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้มากขึ้น ทั้งในด้านการฝึกอาชีพและการจัดหางานสำหรับคนพิการ
สารนิพนธ์ (สส.ม.) (การบริหารสังคม) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2546
</description>
<pubDate>Wed, 01 Jan 2003 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5492</guid>
<dc:date>2003-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 : ศึกษาเฉพาะกรณีการคุ้มครองเด็กอายุไม่เกิน 18 ปีในคดีอาญา จังหวัดสมุทรปราการ</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5489</link>
<description>การปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 : ศึกษาเฉพาะกรณีการคุ้มครองเด็กอายุไม่เกิน 18 ปีในคดีอาญา จังหวัดสมุทรปราการ
อัฐพงศ์ นิธิพัฒนะ; Autthapong Nitipattana
การวิจัยเรื่อง การปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาฉบับที่ 20 (พ.ศ. 2542) : ศึกษาเฉพาะกรณีการคุ้มครองเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ในคดีอาญาในจังหวัดสมุทรปราการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจและความคิดเห็นของข้าราชการ ตำรวจ และนักสังคมสงเคราะห์ ที่มีต่อการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2542 เพื่อศึกษากระบวนการปฏิบัติงานของข้าราช การตำรวจและนักสังคมสงเคราะห์ ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2542 และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้ต้องหา พยาน หรือผู้เสียหายที่ เป็นเด็ก ต่อกระบวนการสอบสวนตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2542 โดยจะศึกษาการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจและนักสังคม สงเคราะห์ที่ปฏิบัติหน้าที่ในด้านงานสอบสวน โดยศึกษาเฉพาะกรณีการคุ้มครองเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ในคดีอาญา ในจังหวัดสมุทรปราการ ผลการวิจัยพบว่า ข้าราชการตำรวจและนักสังคมสงเคราะห์มีความรู้ความเข้าใจถึงประโยชน์ ของกฎหมายข้อนี้ โดยข้าราชการตำรวจเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวทำให้กระบวนการสอบสวนมีความ โปร่งใส โดยมีบุคคลหลายฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการสอบสวนเด็ก และการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการ บันทึกการสอบสวนตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้การสอบสวนไม่ต้องดำเนินการหลายครั้ง ส่วนนัก สังคมสงเคราะห์เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้สามารถคุ้มครองสิทธิของเด็กในกระบวนการสอบสวนได้จริง &#13;
ในส่วนของกระบวนการสอบสวน ข้าราชการตำรวจเห็นว่าการมีบุคคลหลายฝ่ายเข้าร่วม สอบสวนได้ผลใน 2 ด้าน ด้านแรก เด็กจะรู้สึกอบอุ่นใจที่มีบุคคล เช่นบุคคลที่เด็กร้องขอหรือนัก สังคมสงเคราะห์เข้ารับฟังด้วย ทำให้กล้าพูดมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน คดีที่เด็กเป็นฝ่ายเสียหายเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ ข้าราชการตำรวจมีความเห็นว่าการมีบุคคลหลายฝ่ายร่วมซักถามทำให้เด็กหญิงอับอายและมีความทุกข์ใจในการให้ปากคำมาก สำหรับเด็กที่มีส่วนในคดีอาญา ทั้งฝ่ายผู้ต้องหาและผู้เสียหาย มีความรู้สึกว่าการได้พูดคุยกับ นักสังคมสงเคราะห์ก่อนช่วยให้เด็กผ่อนคลายจากความกลัวและความวิตกกังวล ส่วนปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานในกระบวนการสอบสวน ทั้งข้าราชการตำรวจและนักสังคมสงเคราะห์มีความเห็นตรงกันว่า ในปัจจุบันบุคลากรที่เข้าร่วมกระบวนการสอบสวน โดยเฉพาะ นักสังคมสงเคราะห์มีไม่เพียงพอ สถานที่และอุปกรณ์ต่าง ๆ ยังไม่พร้อม จากผลการวิจัยนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่าเพื่อให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปอย่างมีประ สิทธิภาพ สามารถคุ้มครองเด็กในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างแท้จริง ความเร่งเพิ่มอัตรากำลังของ นักสังคมสงเคราะห์ที่ผ่านการอบรมและพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะพนักงานที่เป็นเพศหญิง และเร่งจัดหาสถานที่และอุปกรณ์ให้พร้อมมากขึ้น
สารนิพนธ์ (สส.ม.) (การจัดการโครงการสวัสดิการสังคม) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2544
</description>
<pubDate>Mon, 01 Jan 2001 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5489</guid>
<dc:date>2001-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การศึกษาเครือข่ายทางสังคมและการสนับสนุนทางสังคมของสตรีโสด อายุ 40-59 ปี ในกรุงเทพมหานคร</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5482</link>
<description>การศึกษาเครือข่ายทางสังคมและการสนับสนุนทางสังคมของสตรีโสด อายุ 40-59 ปี ในกรุงเทพมหานคร
อาภัสสร ปุญญโสพรรณ; Apussorn Boonyasoparn
การศึกษาเครือข่ายทางสังคมและการสนับสนุนทางสังคมของสตรีโสด อายุ 40 - 59 ปี ใน กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเครือข่ายทางสังคมและการสนับสนุนทางสังคมของสตรี โสดที่มีการเป็นโสดในรูปแบบต่าง ๆ โดยศึกษากลุ่มตัวอย่าง 378 คน เป็นสตรีโสดที่หลากหลาย อาชีพ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS/PC+ โดยใช้สถิติพรรณา และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยกำหนดให้มีตัวแปร 3 กลุ่ม คือ ตัวแปรอิสระ คือ รูปแบบการเป็น โสด โสดชั่วคราว และโสดถาวร ทั้งโดยสมัครใจและไม่สมัครใจ ตัวแปรแบ่งกลุ่ม แบ่งเป็น ตัว แปรชีวสังคม ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ที่อยู่อาศัย และตัวแปรภูมิหลัง ประสบ การณ์ด้านความรัก ตัวแปรปัญหา คือ เครือข่ายทางสังคม และการสนับสนุนทางสังคม ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 40-44 ปี จบการศึกษาระดับ ปริญญาตรี ส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นพนักงานบริษัทเอกชน มีรายได้ระหว่าง 10,001 - 20,000 บาท ส่วนใหญ่มีบ้านเป็นของตนเองและมีรายได้ที่พอเพียง จากการศึกษาการสนับสนุนทางสังคม กลุ่มตัวอย่างที่อายุยังไม่สูงได้รับการสนับสนุนทางสังคมจากเครือข่ายจากครอบครัวค่อนข้างสูง ทางด้านการตอบสนองความต้องการทางด้านอารมณ์ และสังคม กลุ่มตัวอย่างที่อายุมากจะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเพื่อนด้านการตอบสนองทาง ด้านข้อมูลข่าวสารและเงินทอง ข้อเสนอแนะสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ การจัดสร้างเครือข่ายทางสังคม และสวัสดิการด้านการดูแลสำหรับสตรีโสดที่จะต้องเป็นผู้สูงอายุต่อไป
สารนิพนธ์ (สค.ม.) (การจัดการโครงการสวัสดิการสังคม) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2543.
</description>
<pubDate>Sat, 01 Jan 2000 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5482</guid>
<dc:date>2000-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การจัดการงานสวัสดิการสังคมขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดสมุทรปราการ</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5481</link>
<description>การจัดการงานสวัสดิการสังคมขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดสมุทรปราการ
อำพล ขำเพ็ง; Aumpol Khampeang
การศึกษาจัดงานสวัสดิการสังคม ขององค์การบริหารส่วนตำบลตามพระราชบัญญัติ กำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 กรณี ศึกษาเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบลในเขตจังหวัดสมุทรปราการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความ รู้ความเข้าใจของบุคลากรเกี่ยวกับงานด้านสวัสดิการสังคม เพื่อศึกษาความพร้อมเกี่ยวกับงาน ด้านสวัสดิการสังคมและเพื่อศึกษาถึงความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น และทราบปัญหาและ อุปสรรคของงานด้านสวัสดิการสังคมในองค์การบริหารส่วนตำบลในเขตจังหวัดสมุทรปราการ ทำ การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้เครื่องมือ แบบสอบถามแบบเจาะลึก และสัมภาษณ์อย่างใกล้ชิด จากบุคคล 5 คนที่เป็นหัวใจหลักขององค์การบริหารส่วนตำบลได้แก่ ประธานกรรมการบริหาร องค์การบริหารส่วนตำบล ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ส่วนการคลังขององค์การบริหารส่วนตำบล ส่วนลูกจ้างประจำหรือชั่วคราวขององค์การบริหารส่วน ตำบลทั้งหมด 32 องค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 160 คน และประชาชนทั่วไปในแต่ละองค์ การบริหารส่วนตำบลอีก 60 คน รวม 220 คน ได้ผลวิจัยดังนี้&#13;
จากผลการวิจัยพบว่าความรู้ความเข้าใจ การเตรียมการ ความพร้อม และการวางแผน ในการดำเนินงานด้านสวัสดิการสังคมเกี่ยวกับองค์การบริหารส่วนตำบลทั้งหมดในจังหวัด สมุทรปราการนี้ ผู้บริหารและบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลแต่ละแห่ง ยังมีการศึกษาอยู่ ในระดับปานกลางเท่านั้น ซึ่งการวิจัยครั้งนี้ยังไม่อาจจะคาดเดา ได้ว่า การตอบข้อสอบถามจะ ตอบด้วยความจริงใจเพียงใด เพราะข้อสอบถาม กับการซักถามแบบถึงตัวในองค์การบริหารส่วน ตำบลบางแห่งสวนทางกันอย่างชัดเจน ทุกองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดสมุทรปราการ จะถูกกำกับโดยข้าราชการประจำ และนักการเมืองท้องถิ่นทั้งหมด องค์การบริหารส่วนตำบล ไม่ได้ ปกครองตนเองอย่างอิสระตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมมนูญฉบับปัจจุบันนี้เลย แต่อย่างไรก็ตาม ก็ ยังทำให้ประชาชนในจังหวัดสมุทรปราการคงอบอุ่นขึ้นบ้าง เฉพาะผู้ด้อยโอกาสทั้งหลาย ที่ทาง องค์การบริหารส่วนตำบลแต่ละแห่งมีความรู้ความเข้าใจ และมีการเตรียมการในการดำเนินการ เกี่ยวกับงานด้านสวัสดิการสังคมไว้พอประมาณ คืออยู่ในระดับเฉลี่ยประมาณ 50 % โดยคาด หวังว่าหน่วยงานของรัฐด้านงานสวัสดิการสังคมนี้จะเร่งปฏิบัติการเชิงรุก และถ่ายโอนงานลงสู่ เป้าหมายในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม เป็นไปตามพระราชบัญญัติกำหนดแผน และขั้นตอนการ กระจายอำนาจให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ซึ่งจะทำให้องค์การปกครองส่วน ตำบลนี้มีการจัดการงานด้านสวัสดิการสังคมได้มากขึ้นตามมาด้วย&#13;
ข้อเสนอแนะในการทำการวิจัยครั้งนี้ ควรให้ทั้งภาครัฐและเอกชนมีการส่งเสริมให้บุคคลที่ มีความรู้ความสามารถ ชื่อสัตย์ สุจริต เข้าไปเป็นผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล ทั้งภาครัฐ และเอกชนควรส่งเสริมและให้รางวัลแก่ผู้กระทำความดีต่อสังคม ภาครัฐควรจัดการเผยแพร่ความ รู้ด้านงานสวัสดิการสังคมให้แก่บุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบล และจัดบุคลากรเฉพาะด้าน ให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลนั้น ๆ ภาครัฐจะต้องไม่แทรกแซงและให้อิสระอย่างแท้จริงในการ บริหารจัดการขององค์การบริหารส่วนตำบล และให้ภาครัฐออกพระราชบัญญัติแก้ไขปรับปรุง พระราชบัญญัติการปกครองท้องถิ่น พระราชบัญญัติเกี่ยวกับองค์การบริหารส่วนตำบลให้มี ประสิทธิภาพและเอื้อต่อการจัดสวัสดิการสังคม นอกจากนี้ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยมีข้อจำกัด ในการเดินทางและเวลาในการเก็บข้อมูล ทำให้ไม่สามารถรวบรวมข้อมูลได้ทุกกลุ่มประชากรที่มี ผลกระทบต่องานสวัสดิการสังคมนี้ อีกทั้งอยู่ในช่วงเวลาของการปฏิรูประบบข้าราชการของรัฐ ซึ่งมีรายละเอียดที่ควรศึกษาเกี่ยวกับวิถีชีวิตของประชาชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศึกษารายละเอียด เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่น ศึกษาเกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการที่ มีผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบล และศึกษาว่าองค์การบริหารส่วน ตำบลที่จัดงานด้านสวัสดิการสังคมสูงกับที่จัดต่ำ มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนใน องค์การบริหารส่วนตำบลนั้น ๆ อย่างไร
สารนิพนธ์ (สส.ม.) (การจัดการโครงการสวัสดิการสังคม) --  มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2546
</description>
<pubDate>Wed, 01 Jan 2003 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5481</guid>
<dc:date>2003-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
