<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>คณะเทคนิคการแพทย์</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6</link>
<description>คณะเทคนิคการแพทย์  /Faculty of Medical Technology</description>
<pubDate>Sun, 16 Aug 2026 21:36:10 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-08-16T21:36:10Z</dc:date>
<image>
<title>คณะเทคนิคการแพทย์</title>
<url>https://localhost:443/xmlui/bitstream/id/e600011d-e0a9-48e8-9c78-7e9b2663d14f/Faculty Logo_Medical Technology.jpg</url>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6</link>
</image>
<item>
<title>มาลาเรียกับการตรวจวินิจัยทางภูมิคุ้มกันวิทยา</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6038</link>
<description>มาลาเรียกับการตรวจวินิจัยทางภูมิคุ้มกันวิทยา
นันทวดี เนียมนุ้ย; วรางคณา ตันติถาวร; นลินี นาคดี; เขมปภัสร์ สิงหกมลสิทธิ์; Nunnthawadee Niamnuy; Varangkana Tantithavorn; Nalinee Nakdee; Khempapat Singhakamolsit
คณะผู้วิจัยได้ศึกษารวบรวมวิธีการวินิจฉัยโรคมาลาเรียด้วยเทคนิคทางภูมิคุ้มกันวิทยา เพื่อค้นหาวิธีการตรวจวิเคราะห์ทางภูมิคุ้มกันวิทยาที่ดีและเหมาะสมในการตรวจวินิจัยโรคมาลาเรีย โดยการวิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยต่าง ๆ และมุ่งเน้นเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวิธีการตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยาในด้านไว (sensitivity) และความจำเพาะ (specificity) ระหว่างวิธี Indirect hemagglutination text (IHA), Indirect immunofluorescent antibody test (IFAT), Enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) และ Immunochromatography (ICT) โดยใช้วิธี microscopy หรือวิธีอื่นๆ ที่เป็นวิธีมาตรฐาน พบว่าวิธี ELISA ซึ่งใช้ในการตรวจหาแอนติบอดีชนิ IgG, IgM และโปรตีนชนิด HRP2 มีความไวอยู่ในช่วง 68.2-100% และความจำเพาะ 63.5-100% วิธี IFAT ที่ใช้ตรวจหา IgG มีความไวอยู่ในช่วง 82.0-91.0% ส่วนวิธี Immunochromatography ซึ่งตรวจหาโปรตีนชนิด HRP2 และเอนไซม์ PLDH มีความไวอยู่ในช่วง 49.7-100% และความจำเพาะ 73.8-100% ในส่วนคุณสมบัติของแต่ละวิธีพบว่า วิธี IFAT และ ELISA เป็นวิธีที่มีความไวและความจำเพาะสูง แต่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษและใช้ระยะเวลาในการตรวจนาน ต่างจากวิธี IHA ซึ่งทำได้ง่ายแต่ค่าความไวและความจำเพาะต่ำ ส่วนวิธี ICT มีความสะดวก รวดเร็วและมีความไวสูง แต่มีความจำเพะต่ำและมีราคาแพง ดังนั้น จากผลการศึกษาจึงสรุปได้ว่า ทุกวิธีการมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้วิธีใดในการตรวจวินิฉัยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของเชื้อมาลาเรีย พื้นที่ จำนวนผู้ป่วยและงบประมาณ เป็นต้น; This paper focused on the efficiency of immunological techniques for malaria diagnosis. There was a comparison between the sensitivity and specificity of immunological diagnosis which includes the indirect hemagglutination test (IHA), the indirect immunofluorescent antibody test (IFAT), the enzyme linked immunosorbent assay (ELISA), the immunochromatography (ICT) by using the microscopic examination of other standard methods. The results revealed that the sensitivity of IHA for IgG Ab, ELISA for IgG Ab, IgM Ab and HRP2, dipstick test for HRP2 and were 40.0 -86.4% and 91.7-99.6%, 68.2-100% and  63.5-100%, 49.7-100% and 73.8-100%, respectively. There were some advantages and disadvantages for each technique. IFAT and ELISA were high sensitivity and specificity but required special equipments and time consuming, the IHA was simple but low sensitivity and specificity while the dipstick test was simple and high sensitivity but low specificity and high cost. The suitable technique depended on many factors including type of malaria, endemic areas, number of patients and cost
</description>
<pubDate>Thu, 01 Jan 2009 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6038</guid>
<dc:date>2009-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การบริจาคและการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6028</link>
<description>การบริจาคและการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต
ชลันดา กองมะเริง; เบญจพร โอประเสริฐ; Chalunda Kongmaroeng; Benjaporn O-Prasert
การบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต นับเป็นแนวทางในการให้ความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อีกทางหนึ่งที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกับการบริจาคโลหิตที่เคยรู้จักกันมานาน ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการให้ยาเคมีบำบัด การผ่าตัด หรือแม้กระทั่งการฉายรังสี จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็โลหิตจากการบริจาคของผู้อื่น การปลูกถ่ายนั้นจะเป็นทางเลือกสุดท้ายและทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการรักษาผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ร่างกายของผู้ป่วยเกิดการต่อต้านเซลล์ของผู้บริจาค เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตที่จะนำมาให้กับผู้ป่วยจึงต้องเป็นเซลล์ที่ได้มาจากผู้บริจาคที่มีชนิดของแอนติเขนของเนื้อเยื่อที่ตรงกันกับผู้ป่วย ซึ่งโอกาสที่จะได้มานั้นมีน้อยมาก เพราะชนิดของแอนติเจนนี้จะมาจากการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ ทำให้โอกาสที่พี่น้องจากพ่อแม่เดียวกันจะมีชนิดของแอนติเจนนี้ตรงกันมีเพียง 25% และจะลดต่ำลงในบุคคลที่มาจากต่างเชื้อสายกัน เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับผู้ป่วย จึงได้มีการจัดตั้งศูนย์รับบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดขึ้นมา เพื่อรวบรวมกลุ่มผู้บริจาคและจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับชนิดของแอนติเจนของเนื้อเยื่อของผู้บริจาคแต่ละคนไว้สำหรับการคัดเลือกให้กับผู้ป่วย&#13;
วิธีการที่จะบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตนั้นทำได้ถึง 3 วิธีคือ การบริจาคโดยการเจาะเก็บเซลล์ต้นกำเนิดจากหลอดโลหิตดำ จากโพรงไขกระดูก และจากรกของทารกแรกคลอด ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป โดยเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตที่เก็บได้ประมาณ 5 x 108 เซลล์ต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัวผู้ป่วยจะถูกนำไปให้กับผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจร่างกาย ตรวจการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งได้รับยาเคมีบำบัดขนาดสูงและ/หรือฉายแสงรังสีรักษาทั่วร่างกายเพื่อกดภูมิคุ้มกันของร่างกายและทำลายเซลล์เม็ดโลหิตเดิมที่ผิดปกติไว้แล้ว แต่ภายหลังการรับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในระยะแรก ผู้ป่วยจะมีสภาพร่างกายอ่อนแอ มีปริมาณของเม็ดโลหิตชนิดต่างๆ ต่ำ ทำให้มีโอกาสที่จะติดเชื้อได้ง่าย จึงต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อภายหลังการปลูกถ่ายและเพื่อไม่ให้เกิดการต่อต้านเซลล์ของผู้บริจาคที่เกิดจากความแตกต่างกันของแอนติเจนของเนื้อเยื่อชนิดอื่นๆ ที่ไม่ได้รับการตรวจผู้ป่วยจึงต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันต่อไปก่อน ถึงแม้ว่าการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจะช่วยรักษาให้ผู้ป่วยหายจากโรคนั้น ๆ ได้ แต่การรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดนี้ก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมาได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นแพทย์จึงต้องติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผู้ป่วยและญาติจะต้องปฏิบัติตามข้อแนะนำในการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัด บทความนี้จึงมุ่งหวังที่จะช่วยในการให้ความรู้แก่ผู้ป่วย ญาติของผู้ป่วย เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการรักษา รวมทั้งเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตและเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการรับบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วย
</description>
<pubDate>Wed, 01 Jan 2003 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6028</guid>
<dc:date>2003-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>คราบที่เห็นเป็นคราบเลือดเลือดหรือคราบอสุจิใคร</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6018</link>
<description>คราบที่เห็นเป็นคราบเลือดเลือดหรือคราบอสุจิใคร
สายพิณ เกิดประทุม; ปานทิพย์ รัตนศิลป์กัลชาญ; ดวงเนตร ภูตะศิริ; อรอุษา วัฒนะนุพงษ์; สุรสิทธิ์ สุขุมจรัสโรจน์; Panthip Rattanasinganchan
</description>
<pubDate>Tue, 01 Jan 2002 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6018</guid>
<dc:date>2002-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การเตรียมตัวอย่างจีโนมิกดีเอ็นเอจากเลือดรวมด้วยวิธีใหม่</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6017</link>
<description>การเตรียมตัวอย่างจีโนมิกดีเอ็นเอจากเลือดรวมด้วยวิธีใหม่
ยุทธนา เพ็งแจ่ม; ยุทธนา เพ็งแจ่ม
การเตรียมตัวอย่างจีโนมิกดีเอ็นเอจากเลือดรวม เป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนแรกของการตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจวิเคราะห์หาความผิดปกติของยีนธาลัสซีเมีย หรือการตรวจหาความผิดปกติของโรคฮีโมฟีเลีย การเตรียมตัวอย่างจีโนมิกดีเอ็นเอให้ได้ในปริมาณมาก และรวดเร็วนั้น เป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถให้การวินิจฉัยความผิดปกติของโรคต่างๆ ดังกล่าวได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้แพทย์ที่ทำการตรวจให้คำแนะนำการป้องกันโรคได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ดังนั้นรายงานนี้จึงได้พัฒนาวิธีการเตรียมตัวอย่างจีโนมิกดีเอ็นเอโดยวิธี salting-out ใหม่ที่ง่าย ไม่มีการใช้ 3% dextran in normal saline เพื่อตกตะกอนเม็ดเลือดแดงและ pronase เพื่อย่อย nuclease ซึ่งได้จีโนมิกดีเอ็นเอในปริมาณเพียงพอ และตัวอย่างจีโนมิกดีเอ็นเอที่ได้มีความบริสุทธิ์ เมื่อเทียบกับวิธี salting-out เดิม ได้นำดีเอ็นเอที่เตรียมได้ ไปหาปริมาณและคุณภาพโดยการนำไปวัดด้วย spectrophotometer ที่ O.D. 260 และ 280 นาโนเมตร พบว่าปริมาณและคุณภาพของดีเอ็นเอที่เตรียมได้ไม่แตกต่างกันมาก จากนั้นได้นำไป run agarose gel electrophoresis และตรวจสอบความบริสุทธิ์โดยการนำไปทำพีซีอาร์ ซึ่งผลที่ได้เมื่อเทียบกับวิธีเดิมแล้วให้ผลที่ไม่แตกต่างกับวิธี salting-out เดิม นอกจากจะเสียค่าใช้จ่ายน้อยแล้ว ยังใช้เวลาในการเตรียมไม่นาน สามารถนำไปใช้ในห้องปฏิบัติการที่มีการตรวจวิเคราะห์หาความผิดปกติของโรคที่เกี่ยวข้องทางพันธุกรรมอย่างได้ผลต่อไป; Preparation of genomic DNA from whole blood is an important process for analysis of inherited disorders such as thalassemia or hemophilia. The rapid preparation process with large amount of genomic DNA will lead to rapid diagnosis of diseases and monitoring of patients. In this study, the new genomic DNA preparation method was developed for the detection of the thalassemic genes and other inherited disorders. The new genomic DNA preparation method did not use 3% dextran in normal saline to precipitate red blood cell and pronase to remove nuclease. Analyse of quantity and quality of genomic DNA from the new developed salting-out method was compared with genomic DNA from the original salting-out method by spectrophotometer method at O.D. 260 and 260 nm. Demonstrated that no significant difference in two tests. Purify of genome DNA of the new developed salting-out method was compared with genomic DNA of the original salting-out method using the agarose gel electrophoresis and the polymerase chain reaction indicated that no significant difference in two tests. The new developed salting-out method provided high quantity and pure genomic DNA with low tests. The new developed salting-out method provided high quantity and pure genomic DNA with low cost and less time consuming which is an appropriate method for the detection of inherited disorders.
</description>
<pubDate>Tue, 01 Jan 2002 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6017</guid>
<dc:date>2002-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
