<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>คณะกายภาพบำบัด</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/7</link>
<description>คณะกายภาพบำบัด /Faculty of Physical Therapy</description>
<pubDate>Wed, 09 Sep 2026 00:09:16 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-09-09T00:09:16Z</dc:date>
<image>
<title>คณะกายภาพบำบัด</title>
<url>https://localhost:443/xmlui/bitstream/id/733340f0-e8dc-4113-bc20-036a39f43a49/Faculty Logo_Physical Therapy.jpg</url>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/7</link>
</image>
<item>
<title>การศึกษาพัฒนาการเด็กแรกเกิดถึง 1 ปี ณ สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6228</link>
<description>การศึกษาพัฒนาการเด็กแรกเกิดถึง 1 ปี ณ สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด
มานิตา กีไพบูลย์; อารีพร วิวรรธนมุกดา; พีระพรรณ ชมเชิด; ทิราพร คูหาเลิศ; ธาริณี รจนะ; Manita Keephiboon; Areeporn Wiwattanamukda; Peerapan Chomcherd; Tiraporn Khuhalerd; Tharinee Rodjana
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดกรองพัฒนาการเด็กอายุแรกเกิดถึง 1 ปี ที่สงสัยว่ามีพัฒนาการล่าช้า ณ สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด ซึ่งผู้เข้าร่วมการศึกษาครั้งนี้เป็นเด็กแรกเกิดถึง 1 ปี จำนวนทั้งหมด 51 คน ที่อยู่ในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด ที่ทำการเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม ถึง 12 กันยายน 2550 มีการรวบรวมข้อมูลของเด็กได้แก่ ชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด อายุ และผู้วิจัยทำการตรวจประเมินเพื่อคัดกรองเด็กที่อาจมีพัฒนาการล่าช้า และบันทึกผลลงในแบบฟอร์มการทดสอบพัฒนาการเด็กปฐมวัย Denver || ฉบับภาษาไทย และนำค่าที่ได้มาจำแนกเพื่ออธิบายร้อยละของเด็กที่สงสัยว่ามีพัฒนาการล่าช้าในแต่ละด้านของพัฒนาการ และเพื่อเปรียบเทียบผลของพัฒนาการในแต่ละด้าน ผลการศึกษาพบว่าผลการประเมินพัฒนาการโดยรวมของเด็กอายุแรกเกิดถึง 1 ปี จำนวนทั้งหมด 51 คน เป็นเพศชาย 25 คน (49.02%) และเพศหญิง 26 คน (50.98%) โดยพบว่าพัฒนาการปกติ 7 คน (13%) สงสัยว่ามีพัฒนาการล่าช้า 42 คน (82.4%) และไม่สามารถประเมินได้ 2 คน (3.9%) และผลการประเมินเปรียบเทียบพัฒนาการในแต่ละด้านพบว่าด้านที่สงสัยว่าเด็กในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ดมีพัฒนาการล่าช้าที่สุดคือ ด้านภาษาจำนวน 32 คน (62.7%) รองลงมาคือด้านกล้ามเนื้อใหญ่จำนวน 23 คน (45.1%), ด้านกล้ามเนื้อเล็กและปรับตัวจำนวน 18 คน (35.3%) และด้านสังคมและการช่วยตัวเองจำนวน 10 คน (19.6%) ตามลำดับ เนื่องจากจำนวนพี่เลี้ยงเด็กมีน้อย จากข้อมูลของสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ดจะมีพี่เลี้ยงเด็กเพียง 3-4 คน ดูแลเด็กจำนวน 35-40 คน (ประมาณ 1:10) ซึ่งจากจำนวนพี่เลี้ยงเด็กที่น้อยทำให้ไม่สามารถให้การดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึงเด็กจะคลุกคลีอยู่กับเพื่อนๆในวัยเดียวกันมากกว่าจะได้อยู่กับผู้ใหญ่ ทำให้เด็กขาดการเลียนแบบในการใช้ภาษาที่ถูกต้องจากแม่แบบที่เป็นผู้ใหญ่อาจเป็นผลให้พัฒนาการทางภาษาล่าช้า ร่วมกับเด็กขาดโอกาสที่จะได้เล่นออกกำลังกายซึ่งเด็กมักใช้เวลาส่วนใหญ่เล่นอยู่ในที่นอนมากกว่าเล่นบนพื้น ทำให้เด็กขาดพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวและกล้ามเนื้อมัดใหญ่ นอกจากนี้เด็กยังขาดการได้เล่นของเล่นเพื่อให้เกิดทักษะและพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็กด้วย
โครงการวิจัยภาคนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต (กายภาพบำบัด) คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ปีการศึกษา 2550
</description>
<pubDate>Tue, 01 Jan 2008 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6228</guid>
<dc:date>2008-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การดัดแปลงแถบยางยืดสำหรับเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ quadriceps femoris ในนักศึกษามหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6204</link>
<description>การดัดแปลงแถบยางยืดสำหรับเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ quadriceps femoris ในนักศึกษามหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
นัทภาพร เจริญผล; จารุวรรณ พิมโกทา; กัญญามาศ แก้วผิวอาจ; ทิพภิวรรณ เวียงนนท์; อภิรดี ฌานปัตร
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อดัดแปลงแถบยางยืดที่มีราคาถูกหาได้ง่ายในท้องตลาดมีน้ำหนักเบา ขนาดเล็กพกพาได้สะดวกมาเป็นอุปกรณ์ที่สามารถออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ quadriceps femoris ได้จริงโดยทำการศึกษาในนักศึกษามหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติที่มีอายุในช่วง 18-25 ปี เป็นเพศหญิงที่มีสุขภาพแข็งแรงจำนวน 30 คน วิธีการ คือ วัดช่วงการเคลื่อนไหวของเข่าทั้งสองข้าง สอบถามความถนัดของขาของผู้เข้าร่วมการวิจัย โดยขาที่ไม่ถนัดของผู้เข้าร่วมการวิจัยเป็นกลุ่มควบคุมและทำการวัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ quadriceps femoris ทั้งสองข้างด้วย hand-held dynamometer จากนั้นจึงให้ออกกำลังกายกล้ามเนื้อ quadriceps femoris ของขาข้างที่ถนัดด้วยแถบยางยืดโดยใช้โปรแกรมออกกำลังแบบ modified Delorme progressive resistive exercise ในเซตที่ 1 ใช้แถบยางยืดขนาดเล็ก 2 เส้น (50% ของ 1RM) เซตที่ 2 ใช้แถบยางยืดขนาดกลาง (75% ของ 1RM) และเซตที่ 3 ใช้แถบยางยืดขนาดใหญ (100% ของ 1RM) โดยทำ 10 ครั้ง/เซต (ในแต่ละเซตพักเซตละ 1 นาที) จำนวน 3 ครั้ง/สัปดาห์ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ หลังจากนั้นวัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ quadriceps femoris ทั้งสองข้างอีกครั้งเพื่อเปรียบเทียบก่อนออกกำลังกาย และหลังออกกำลังกายรวมทั้งประเมินความพึงพอใจของอุปกรณ์ออกกำลังกายต่อผู้เข้าร่วมการวิจัยและนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติโดยแสดงผลเป็นค่าสูงสุดของกำลังกล้ามเนื้อ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนและหลังการออกกำลังกายในขาข้างที่ถนัดด้วย Non-parametic test และค่า p&lt;0.05 แสดงถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาพบว่าภายหลักการออกกำลังกายกล้ามเนื้อ quadriceps femoris ด้วยแถบยางยืดของขาข้างที่ถนัดด้วยโปรแกรม modified Delorme progressive resistive exercise พบว่า กล้ามเนื้อ quadriceps femoris มีความแข็งแรงก่อนออกกำลังกายเท่ากับ (211.75+-16.73 N) หลังการออกกำลังกายด้วยแถบยางยืดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้นเท่ากับ (232.32+-11.12 N) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.000) ดังนั้นแสดงให้เห็นว่าการออกกำลังกายกล้ามเนื้อ quadriceps femoris ด้วยแถบยางยืดทำให้กล้ามเนื้อ quadriceps femoris มีความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจึงอาจนำแถบยางยืดมาใช้เป็นอุปกรณ์ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ quadriceps femoris ได้และอาจนำไปประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมต่อไป
โครงการวิจัยภาคนิพนธ์ (วท.บ.) (กายภาพบำบัด) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2551
</description>
<pubDate>Thu, 01 Jan 2009 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6204</guid>
<dc:date>2009-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ระดับความสามารถของการทำท่าออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความมั่นคงให้แก่ข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนเอวในผู้ที่มีดัชนีมวลกายสูงกว่าปกติ</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6203</link>
<description>ระดับความสามารถของการทำท่าออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความมั่นคงให้แก่ข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนเอวในผู้ที่มีดัชนีมวลกายสูงกว่าปกติ
หทัยพร คนงาม; ศุภลักษณ์ คูณมา; จิราภรณ์ คำตา; รุจิเรศ นอมจิตต์
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาค่าปกติของระดับความยากของท่าออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความมั่นคงให้แก่ข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนเองในคนที่มีดัชนีมวลกายสูงกว่าปกติ ผู้เข้าร่วมการวิจัยในครั้งนี้มีจำนวนทั้งหมด 20 คน เป็นเพศชาย และหญิงที่มีสุขภาพดี มีอายุระหว่าง 18-25 ปี ผู้เข้าร่วมวิจัยจะได้รับการทดสอบเพื่อวัดระดับความสามารถในการทำท่าออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความมั่นคงให้แก่ข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนเอว (lumber stabilization) โปรแกรมการออกกำลังกายที่นำมาใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ โปรแกรมการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความมั่นคงให้แก่ข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนเอว ซึ่งประกอบไปด้วยท่าออกกำลังกายที่เรียงลำดับความยากจากง่ายไปยากจำนวน 6 ระดับ โดยให้ผู้เข้าร่วมวิจัยทำการทดสอบเพื่อหาค่าระดับความสามารถในการทำท่าออกกำลังกายจำนวน 3 ครั้ง และนำระดับความสามารถสูงสุดที่ผู้เข้าร่วมวิจัยทำได้ไปทำการวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อหาค่ามัธยฐาน (median)ผลการศึกษาพบว่า ระดับความยากของท่าออกกำลังกายที่ผู้เข้าร่วมการวิจัยทำได้มีค่ามัธยฐานอยู่ในระดับที่ 2 เมื่อนำค่าที่ได้นี้มาทำการเปรียบเทียบกับการศึกษาที่ผ่านมาในผู้ที่มีดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ พบว่าระดับความสามารถในการทำท่าออกกำลังกายมีค่ามัธยฐานอยู่ในระดับที่ 3 การที่ผู้ที่มีดัชนีมวลกายสูงกว่าปกติมีระดับความสามารถในการทำท่าออกกาลังกายอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าผู้ที่มีดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติในช่วงอายุเดียวกัน แสดงถึงในผู้ที่มีดัชนีมวลกายสูงกว่าปกติอาจมีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อที่ทาหน้าที่เพิ่มความมั่นคงให้แก่กระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การเกิดภาวะความไม่มั่นคงของกระดูกสันหลังได้ นอกจากนี้ค่าที่ได้นี้สามารถนามาประยุกต์ใช้ในทางคลินิกเพื่อใช้เป็นค่าปกติในคนที่มีดัชนีมวลกายสูงกว่าปกติควรจะทำได้ แต่ถ้าระดับความสามารถในการทำท่าออกกาลังกายอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าระดับที่ 2 อาจแสดงถึงการเกิดการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อลำตัวชั้นลึกที่ทำหน้าที่เพิ่มความมั่นคงให้แก่ข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนเอวซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะความไม่มั่นคงของกระดูกสันหลังส่วนเอวได้ในอนาคต
โครงการวิจัยภาคนิพนธ์ (วท.บ.) (กายภาพบำบัด) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2552
</description>
<pubDate>Fri, 01 Jan 2010 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6203</guid>
<dc:date>2010-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ผลของการออกกำลังกายด้วยมวยไทยต่อความสามารถในการทำงานของรยางค์แขนและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทย</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6198</link>
<description>ผลของการออกกำลังกายด้วยมวยไทยต่อความสามารถในการทำงานของรยางค์แขนและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทย
น้ำผึ้ง ปุญญนิรันดร์; มัญชุลีพร วิริยะวัฒนากูล; Numpung Punyanirun; Monchuleeporn Viriyawattanakul
วัตถุประสงค์ : วัตถุประสงค์หลัก: เพื่อเปรียบเทียบผลก่อน หลัง และการติดตามผลเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ของการออกกำลังกายด้วยมวยไทยต่อความสามารถในการทำงานของรยางค์แขนในผู้สูงอายุ วัตถุประสงค์รอง: เพื่อเปรียบเทียบผลก่อน หลัง และการติดตามผล 4 สัปดาห์ ของการออกกำลังกายด้วยมวยไทยต่อคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุวิธีการ : ผู้สูงอายุจากชุมชน ที่ผ่านเกณฑ์การคัดเข้าดังต่อไปนี้ 1.อายุ 60 ปีขึ้นไป 2. สามารถเดินได้ด้วยตนเองโดยที่ไม่ต้องใช้เครื่องช่วยเดิน 3. ไม่มีความผิดปกติของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่ส่งผลต่อการออกกำลังกาย เช่น กล้ามเนื้ออักเสบ กระดูกหัก เป็นต้น 4. ไม่มีโรคทางระบบประสาท เช่น โรคหลอดเลือดในสมอง หรือโรคพาร์กินสัน 5. ไม่มีโรคทางระบบหัวใจ หายใจและหลอดเลือด เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ 6. ไม่มีปัญหาด้านการมองเห็น, ภาพไม่ชัด, ภาพซ้อน โดยสามารถใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์ได้ และเกณฑ์การคัดออก คือ ไม่สามารถออกกำลังกายตามโปรแกรมที่กำหนด ผู้สูงอายุ จำนวน 24 คน ถูกสุ่มแบ่งออกเป็น กลุ่มออกกำลังกายด้วยมวยไทย และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 12 คน กลุ่มออกกำลังกายด้วยมวยไทย ออกกำลังกาย 50 นาที ต่อครั้ง จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 4 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมได้รับสมุดออกกำลังกาย ผู้สูงอายุทั้ง 2 กลุ่มได้รับการประเมินความสามารถในการทำงานของรยางค์แขนด้วยแบบประเมิน Upper extremity performance test for the elderly (TEMPA) และ ประเมินคุณภาพชีวิต ด้วยแบบประเมิน WHOQOL-BREF-THAI ทำการวัดผล 3 ครั้งประกอบด้วย ก่อนการฝึก หลังการฝึก และการติดตามผลหลังการฝึก 4 สัปดาห์ โดยการเปรียบเทียบใช้สถิติ สถิติ two-way repeated measure ANOVA และ post hoc analysis ด้วย Bonferroni testผลการวิจัย : ก่อนการฝึกพบว่า ความสามารถในการใช้รยางค์แขนและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุทั้ง 2 กลุ่ม ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ หลังการออกกำลังกาย 4 สัปดาห์ ผู้สูงอายุในกลุ่มออกกำลังกายด้วยมวยไทย มีระยะเวลาในการทำงานของรยางค์แขนในรูปแบบ unilateral hand function และ bilateral hand function ที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและยังคงอยู่หลังจากการฝึก 4 สัปดาห์ นอกจากนี้ในกลุ่มการออกกำลังกายด้วยมวยไทยยังมีคะแนนของคุณภาพการเคลื่อนไหวที่เพิ่มมากขึ้น และคงอยู่หลังจากการฝึก 4 สัปดาห์ แต่คุณภาพชีวิตของทั้ง 2 กลุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังการฝึกและการติดตามผลหลังการฝึก 4 สัปดาห์สรุปผลการวิจัย : การออกกำลังกายด้วยมวยไทย 50 นาที ต่อครั้ง จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 4 สัปดาห์ สามารถเพิ่มความสามารถในการทำงานของรยางค์แขนได้ อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุหลังการฝึก 4 สัปดาห์; Objective: Primary objective: To compare the effects of Muay Thai exercise on upper limb functional ability in older adults at baseline, post-intervention, and at 4-week follow-up. Secondary objective: To compare the effects of Muay Thai exercise on quality of life in older adults at baseline, post-intervention, and at 4-week follow-up. Method: Community-dwelling older adults who met the following inclusion criteria were recruited: (1) aged 60 years or older; (2) able to walk independently without the use of walking aids; (3) no musculoskeletal disorders affecting exercise participation, such as muscle inflammation or fractures; (4) no neurological disorders, such as stroke or Parkinson’s disease; (5) no cardiovascular or respiratory diseases, such as asthma or heart disease; and (6) no visual impairments, blurred vision, or diplopia, while the use of eyeglasses or contact lenses was permitted. The exclusion criterion was the inability to participate in the exercise program as prescribed. A total of 24 older adults were randomly assigned into two groups: a Muay Thai exercise group and a control group, with 12 participants in each group. The Muay Thai exercise group participated in 50-minuteexercise sessions, three times per week, for 4 weeks, whereas the control group received an exercise booklet. Participants in both groups were assessed for upper extremity function using the Upper Extremity Performance Test for the Elderly (TEMPA) and for quality of life using the WHOQOL-BREF-THAI questionnaire. Outcome measures were collected at three time points: baseline, post-intervention, and 4-week follow-up after the intervention. Data were analyzed using two-way repeated measures ANOVA, followed by Bonferroni post hoc analysis. Result: Before the intervention, there were no statistically significant differences in upper limb function and quality of life between the two groups. After 4 weeks of exercise, the older adults in the Muay Thai exercise group showed a statistically significant improvement in upper limb task performance time (TEMPA time) in both unilateral and bilateral hand functions, and these improvements were maintained at the 4-week follow-up after the intervention. In addition, the Muay Thai exercise group demonstrated increased scores in movement quality (TEMPA score), which were also maintained at the 4-week follow-up. However, there were no statistically significant differences in quality of life between the two groups after the intervention or at the 4-week follow-up. Conclusion: Muay Thai exercise performed for 50 minutes per session, three times per week for four weeks, can improve upper limb functional ability. However, there was no change in the quality of life of older adults after four weeks of training.
การวิจัยนี้ได้รับทุนอุดหนุนจากมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ปีการศึกษา 2568
</description>
<pubDate>Wed, 01 Jan 2025 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/6198</guid>
<dc:date>2025-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
