<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>คณะสาธารณสุขศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/9</link>
<description>คณะสาธารณสุขศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม /Faculty of Public and Environmental Health</description>
<pubDate>Sun, 14 Jun 2026 17:05:53 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-06-14T17:05:53Z</dc:date>
<image>
<title>คณะสาธารณสุขศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม</title>
<url>https://localhost:443/xmlui/bitstream/id/88e5609f-cdb7-4a47-b3c1-f76cd37a0866/Faculty Logo_Public and Environmental Health.jpg</url>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/9</link>
</image>
<item>
<title>ปัญหาคลอรีน คลอไรด์ ในน้ำประปาที่ใช้ในอุตสาหกรรมและแนวทางการแก้ไข</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5641</link>
<description>ปัญหาคลอรีน คลอไรด์ ในน้ำประปาที่ใช้ในอุตสาหกรรมและแนวทางการแก้ไข
ธีรวิทย์ ปูผ้า; ยิ่งเจริญ คูสกุลรัตน์; วรพจน์ กนกกันฑพงษ์; Teerawit Poopa; Yingjarean Khusakulrat; Vorapot Kanokkantapong
การเติมคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรคในน้ำประปา ทำให้เกิดสารประกอบคลอรีนและคลอไรด์ตกค้างในน้ำเป็นผลให้ผู้ใช้น้ำไม่ว่าจะเป็นประชาชน หรือผู้ประกอบการอุตสาหกรรมได้รับผลจากการตกค้างของคลอรีนและคลอไรด์ โดยในส่วนที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก คือ ผู้ประกอบการที่ต้องการน้ำได้คุณภาพตามวัตถุประสงค์ของการผลิต ปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากคลอรีนและคลอไรด์ในน้ำประปานั้นได้แก่ ปัญหาการกัดกร่อนโลหะ เนื่องจากคลอไรด์ ปัญหาการกัดกร่อนของเรซินและเยื่อเมมเบรนเนื่องจากคลอรีน ปัญหาการกัดกร่อนโลหะเนื่องจากคลอไรด์ ปัญหาการกัดกร่อนของเรซินและเยื่อเมมเบรนเนื่องจากคลอรีน ปัญหาการฟอกสีของสารเคมีที่ใช้ฟอกย้อมเนื่องจากคลอรีน ฯลฯ ดังนั้น สำหรับผู้ประกอบการจึงจำเป็นที่ต้องหาแนวทางในการกำจัดคลอรีนและคลอไรด์ออกจากน้ำ ก่อนที่จะนำน้ำไปใช้ในกระบวนการผลิต โดยการกำจัดคลอรีนสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การตั้งทิ้งไว้ให้คลอรีนระเหยออก การใช้ถ่านกัมมันต์ดูดซับคลอรีน การเติมก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เพื่อเปลี่ยนรูปคลอรีน หรือการเติมสารเคมีอื่นเพื่อเปลี่ยนรูปคลอรีน ในส่วนกำจัดคลอไรด์สามารถททำได้โดยใช้เรซินแลกเปลี่ยนอิออน
</description>
<pubDate>Thu, 01 Jan 2004 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5641</guid>
<dc:date>2004-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>มองต่างมุมกับเทคโนโลยี EM</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5637</link>
<description>มองต่างมุมกับเทคโนโลยี EM
วรพจน์ กนกกันฑพงษ์; Vorapot Kanokkantapong
ท่ามกกลางกระแสของการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ (Microorganisms หรือ EM) เป็นทางเลือกหนึ่งที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั้งในตัวการบำบัดน้ำเสีย การกำจัดสิ่งปฏิกูลและขยะ รวมทั้งการนำมาบริโภค เป็นต้น เทคโนโลยี EM นั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย แต่ยังเป็นประเด็นถกเถียงกันว่าสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้กับทุกงานจริงหรือไม่ เพราะในบางกรณีผลสำเร็จของการใช้เทคโนโลยี EM ยังไม่ สามารถอธิบายด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และหลักการทางวิชาการได้อย่างชัดเจน บทความนี้จึงนำเสนอแง่มุมที่หลากหลายของเทคโนโลยี EM ทั้งด้านที่มีเหตุผลมารองรับและด้านที่ยังเป็นข้อสงสัย รวมทั้งการตรวจสอบทางวิชาการเพื่อวิเคราะห์ว่าจะสามารถนำเทคโนโลยี EM ไปแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม
</description>
<pubDate>Sat, 01 Jan 2005 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5637</guid>
<dc:date>2005-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ISO22000 : มาตรฐานการบริหารความปลอดภัยด้านอาหาร ที่ต้องใส่ใจ</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5635</link>
<description>ISO22000 : มาตรฐานการบริหารความปลอดภัยด้านอาหาร ที่ต้องใส่ใจ
พรพิมล เชวงศักดิ์โสภาคย์; Pornpimol Chawengsaksopark
ISO22000 ระบบมาตรฐานการบริหารความปลอดภัยด้านอาหาร เป็นระบบบมาตรฐานกลางที่จัดทำขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก 23 ประเทศ เช่น แคนาดา ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน อังกฤษ เบลเยี่ยม อินโดนีเชีย อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี และไทย รวมทั้งตัวแทนองค์กรจากอุตสาหกรรมอาหาร เช่น Codex Alimentarius Commission, FAO (Food and Agriculture Organization) เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาหารมีมาตรฐานเดียวกันในการบริหารจัดการความปลอดภัยด้านอาหาร ซึ่งครอบคลุมทุกองค์กรในห่วงโซ่อาหาร (Food Chain) ตั้งแต่ผู้ผลิตชั้นต้น (Primary Producer) จนถึงผู้บริโภคชั้นสุดท้าย (Final Consumer) ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจระหว่างผู้ซื้อ และผู้ชาย ในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร ปัจจุบันมาตรฐานนี้ได้ผ่านการรับรองแล้ว และประกาศใช้ในวันที่ 1 กันยายน 2548 ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าอาหารที่สำคัญรายหนึ่งของโลก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งปรับปรุงคุณภาพ และความปลอดภัยของอาหารให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ดังนั้น ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารของไทย จะต้องเร่งดำเนินการจัดทำระบบบมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร ทั้งนี้เพื่อให้สินค้าอาหารของไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ ไม่ถูกกีดกัน สามารถขายได้มากขึ้น และก้าวสู่การเป็นครัวของโลกต่อไป บทความนี้นำเสนอ สาเหตุที่ต้องจัดทำระบบบมาตรฐานระบบการรับรองคุณภาพอาหาร มาตรฐานต่าง ๆ ที่ผู้ประกอบการอาหารควรรู้จัก ระบบมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร ISO22000 และรายละเอียดข้อกำหนด ประโยชน์ของระบบบ ISO22000
</description>
<pubDate>Sat, 01 Jan 2005 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5635</guid>
<dc:date>2005-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ปัญหาน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้วกับแนวทางการจัดการในประเทศไทย</title>
<link>https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5630</link>
<description>ปัญหาน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้วกับแนวทางการจัดการในประเทศไทย
พงษ์สิทธิ์ บุญรักษา; Pongsit Boonruksa
น้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้วถือเป็นของเสียอันตรายที่ดำเนินการบำบัดและจัดการให้ถูกต้อง เพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีระบบการจัดเก็บรวบรวมน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้วอย่างเป็นระบบ ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำกลับไปใช้ประโยชน์หรือกำจัดทิ้งอย่างผิดกฎหมาย บทความนี้อธิบายถึงผลกระทบของน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้วต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น ส่วนประกอบของน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้วมีสารโพลิไซคลิกอะโรมาติกซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และเมื่อน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วรั่วไหลลงสู่สิ่งแวดล้อมจะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศน์ในน้ำ รวมทั้งยังถูกสะสมและถ่ายทอดในระบบห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งยังถูกสะสมและถ่ายทอดในระบบห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิต พร้อมทั้งเสนอแนวทางการนำน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้วมาใช้ประโยชน์ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยแบ่งเป็น 2 วิธี คือ การกลั่นใหม่ และการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งการกลั่นใหม่เป็นวิธีที่ให้ประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการกลั่นแต่ละกระบวนการจะมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการจัดการน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้วในประเทศไทย
</description>
<pubDate>Thu, 01 Jan 2004 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5630</guid>
<dc:date>2004-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
