DSpace Repository
ศึกษาปัญหาอาชีพการนวดแผนไทยของคนตาบอดในกรุงเทพมหานคร
Login
ไทย
English
中文
DSpace Home
→
มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
→
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม
→
Social Work and Social Welfare - Independent Studies
→
View Item
JavaScript is disabled for your browser. Some features of this site may not work without it.
ศึกษาปัญหาอาชีพการนวดแผนไทยของคนตาบอดในกรุงเทพมหานคร
วรรเณา มงคลกิจ
;
Wannao Mongkolkij
URI:
https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/4365
Date:
2004
Abstract:
การศึกษาเรื่อง “ปัญหาอาชีพการนวดแผนไทยของคนตาบอดในกรุงเทพมหานคร” มีวัตถุ ประสงค์ เพื่อศึกษาปัญหาอาชีพการนวดแผนไทยของคนตาบอดในกรุงเทพมหานคร ที่เกี่ยวกับผู้ให้บริการและผู้รับบริการ เพื่อศึกษาแนวทางในการส่งเสริมอาชีพการนวดแผนไทยของคนตาบอด ในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ คนตาบอดที่ประกอบอาชีพการนวด แผนไทยจากสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย มูลนิธิคลอฟิลด์เพื่อคนตาบอดๆ มูลนิธิส่งเสริม อาชีพคนตาบอด มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยฯ หน่วยงานละ 20 คน รวม 80 คน และ ผู้มารับบริการจากหน่วยงานดังกล่าว ๆ หน่วยงานละ 15 คน รวม 140 คน กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ให้ บริการ (คนตาบอด) ส่วนใหญ่เป็นเพศชายอายุระหว่าง 30-39 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคตะวันออก เฉียงเหนือ การศึกษาระดับมัธยมศึกษา มีประสบการณ์ในการนวด 2 ปี มีรายได้เดือนละ 3,001 - 5,000 บาท สำหรับผู้มารับบริการส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 50 ปีขึ้นไป มีภูมิลำเนาอยู่ ในภาคกลาง การศึกษาระดับปริญญาตรี มีประสบการณ์ในการมารับบริการนวด 3 ปี มีรายได้ เดือนละ 5,001 - 8,000 บาท ผลการศึกษา พบว่า 1. ด้านรูปแบบการนวด กลุ่มตัวอย่างทั้งผู้ให้บริการ (คนตาบอด) และผู้รับบริการมีปัญหา อยู่ในระดับปานกลาง อันเนื่องจากคนตาบอดยังถูกกีดกันหรือรังเกียจ ทำให้กลายเป็นส่วนเกินทาง สังคม ขาดการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือเข้าถึงบริการของรัฐ โอกาสในการประกอบอาชีพอาชีพ อิสระยังจำกัดและเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย และด้วยเจตคติของคนในสังคมยังไม่ยอมรับความ สามารถของคนตาบอด ตลอดจนประสบการณ์ การศึกษาและบุคลิกภาพของผู้ให้บริการก็เป็นส่วน สำคัญในการทำให้ผู้รับบริการพึงพอใจต่อรูปแบบการนวดด้วย 2. ด้านผู้ให้บริการและผู้รับบริการ กลุ่มตัวอย่างมีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง อันเนื่องจาก สิ่งที่ผู้ให้บริการ (คนตาบอด) ต้องการมากที่สุด คือ ทำให้ผู้รับบริการได้รับความสุข ความสบายเมื่อ ได้รับบริการการนวด และผู้รับบริการที่มาใช้บริการเพียงเพื่อจะได้รับการบริการ และผ่อนคลาย จากอาการปวดเมื่อยที่เป็นอยู่ให้หายและบรรเทาลง อย่างไรก็ตามทั้งผู้ให้บริการ (คนตาบอด) และ ผู้รับบริการ ต่างมีผลประโยชน์ร่วมกัน คือ ผู้ให้บริการ (คนตาบอด) ต้องการให้บริการที่ดี และมี รายได้ ส่วนผู้รับบริการต้องการได้รับการบริการที่ดี และผ่อนคลายอาการ 3. ด้านสถานที่ กลุ่มตัวอย่างทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง อันเนื่องจากสถานที่ให้บริการส่วนใหญ่จะเป็นสถานที่ของเอกชนที่จัดตั้งเป็นสมาคม และมูลนิธิ โดยคนตาบอดมาใช้เป็นสถานที่ให้บริการ การดูแลอาคารสถานที่ และความสะดวกในการเดินทาง มาใช้บริการยังไม่ดีเท่าที่ควร 4. ด้านการประชาสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่าง ทั้งผู้ให้บริการ และผู้รับบริการมีปัญหาด้านการ ประชาสัมพันธ์ อยู่ในระดับปัญหาปานกลาง อันเนื่องจากการประชาสัมพันธ์ส่วนใหญ่จะเป็นการ ประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานที่ให้บริการ (สมาคม หรือมูลนิธิ) หรือจากผู้มารับบริการที่บอกต่อกัน ข้อเสนอแนะต่ออาชีพการนวดแผนไทย 1. ควรเพิ่มความรู้เกี่ยวกับการแพทย์แผนไทยควบคู่กับการฝึกอบรมการนวดแผนไทย 2. ภาครัฐควรให้ทุนสนับสนุนการประกอบอาชีพการนวดแผนไทยในด้านต่างๆ 3. ควรมีการแก้ไขกฎหมายที่จำกัดสิทธิคนตาบอดในการประกอบอาชีพการนวด ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ จากผลการวิจัย แสดงให้เห็นว่า การประกอบอาชีพการนวดแผนไทยของคนตาบอดยังมี ปัญหาและอุปสรรค ควรได้รับการดูแลช่วยเหลือในทุก ๆ ด้าน ข้อเสนอแนะในการศึกษาค้นคว้าต่อไป การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาวิจัยเพียงปัญหาอาชีพการนวดแผนไทยของคนตาบอดใน กรุงเทพมหานคร ซึ่งสภาพปัญหาอาจจะมีน้อยกว่าสภาพปัญหาในต่างจังหวัด
Description:
ภาคนิพนธ์ (สส.ม.) (การบริหารสังคม) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2547
Show full item record
Files in this item
Name:
The-Study-of-Thai ...
Size:
11.18Mb
Format:
PDF
View/
Open
This item appears in the following Collection(s)
Social Work and Social Welfare - Independent Studies
[204]
Search DSpace
Search DSpace
This Collection
Advanced Search
Browse
All of DSpace
Communities & Collections
By Issue Date
Authors
Titles
Subjects
This Collection
By Issue Date
Authors
Titles
Subjects
My Account
Login
Register