Abstract:
การศึกษาเรื่อง “คุณภาพชีวิตการทำงานของผู้พิการทางการเคลื่อนไหวที่ทำงานในสถานประกอบกิจการ” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตการทำงานของผู้พิการทางการเคลื่อนไหวที่ทำงานในสถานประกอบกิจการ การศึกษาเป็นลักษณะการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูล ภาคสนามด้วยการสัมภาษณ์ และศึกษาจากสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยและสถานที่ทำงานตามสภาพความเป็นจริงของผู้พิการทางการเคลื่อนไหว จำนวนทั้งสิ้น 7 คน ผลการศึกษาพบว่า คุณภาพชีวิตการทำงานของผู้พิการทางการเคลื่อนไหวที่ทำงานในสถานประกอบกิจการ มีลักษณะการทำงานที่มีความมั่นคงในการทำงาน เนื่องจากเป็นงานประจำและมีสัญญาจ้างงานโดยได้รับเงินเดือนเป็นประจำ รวมทั้งเป็นอาชีพที่สุจริต ประกอบกับคนพิการมีความสามารถในการทำงาน สามารถทำงานได้เทียบเท่ากับคนปกติได้ ในส่วนเรื่องสวัสดิการของพนักงานทุกบริษัทส่วนใหญ่จัดให้ตามที่กฎหมายแรงงานกำหนดทุกประการ จะมีเพียงบางบริษัทเท่านั้นที่มีการจัดสวัสดิการให้กับพนักงานเพิ่มเติมนอกเหนือจากกฎหมายกำหนด ผู้พิการทางการ เคลื่อนไหวที่ทำงานในสถานประกอบกิจการส่วนใหญ่มีความพิการไม่มากนักและมีสภาพร่างกาย ที่พร้อมในการทำงาน สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต สถานประกอบกิจการส่วนใหญ่มีสถานที่ในการทำงานที่ปลอดภัย เพราะมีระบบป้องกันภัยของสถานประกอบกิจการ สภาพแวดล้อมทั้งภายในห้องทำงาน และโดยรอบสถานที่ทำงานส่วนใหญ่มีความสะอาด และมีอากาศปลอดโปร่ง มีแสงสว่างเพียงพอ อย่างไรก็ดีสถานประกอบกิจการหลายแห่งยังคงขาดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ เช่น ทางลาด หรือห้องน้ำ สำหรับคนพิการ ซึ่งจะส่งผลกับผู้พิการที่ต้องใช้รถเข็นนั่ง ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานกับหัวหน้างานไม่มีปัญหาอะไร ผู้พิการทางการเคลื่อนไหวที่ทำงานในสถานประกอบกิจการส่วนใหญ่มีความถนัดในอาชีพ เนื่องจากได้รับการฝึกอบรมและเรียนมา ส่วนโอกาสความก้าวหน้าในการทำงานพบว่า ผู้พิการที่ทำงานในสถานประกอบกิจการมีโอกาสก้าวหน้าได้น้อย เพราะการก้าวหน้าในตำแหน่ง งานจะขึ้นอยู่กับหัวหน้างานหรือเจ้าของสถานประกอบกิจการที่จะเป็นผู้พิจารณาให้ และพบว่ แทบจะไม่มีการเลื่อนตำแหน่งงานและโอกาสในการทำงานที่เท่าเทียมกับคนปกติ เนื่องจากนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบกิจการยังคงประเมินความสามารถของผู้พิการต่ำกว่าความ เป็นจริง นอกจากนี้เรื่องของปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับตัวผู้พิการ นอกจากจะเกิดจากเจตคติ ของครอบครัว ชุมชน สังคม และครอบครัวที่มองคนพิการไม่ถูกต้องแล้ว ยังเกิดจากการที่คนพิการเองยังไม่เปิดตัวเอง และยังไม่พร้อมที่จะออกสู่สังคมได้ โดยเฉพาะผู้ที่เกิดความพิการในภายหลังที่ไม่สามารถปรับสภาพจิตใจของตนเองได้และกลัวการเข้าสู่สังคม ส่งผลให้คนพิการขาดโอกาส สิทธิ และไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร แต่อย่างไรก็ตาม พบว่าครอบครัวมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการช่วยเหลือและฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้พิการ จากผลการศึกษาดังกล่าว ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะระดับนโยบาย คือ 1. ปรับปรุงการฝึกอาชีพให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และมีมาตรฐานการ ทำงานเทียบเท่ากับบุคคลปกติ 2. มีการบังคับใช้กฎกระทรวง เรื่อง สิ่งอำนวยความสะดวกอย่างจริงจัง 3. มีการประชาสัมพันธ์ในเรื่องของการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของคนพิการ 4. ควรมีการฟื้นฟูสภาพจิตใจให้กับผู้พิการก่อนออกสู่สังคม 5. ควรมีการณรงค์ ส่งเสริม และประชาสัมพันธ์ในเรื่องเกี่ยวกับคนพิการให้สังคมได้ ยอมรับคนพิการมากยิ่งขึ้น