Abstract:
หลักการและเหตุผล : ปัจจุบันเด็กที่มีภาวะน้าหนักเกินเกณฑ์ปกติมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และพบผลกระทบที่จะตามมาของภาวะนี้ เช่น ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังลดลง เป็นผลทาให้เกิดการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลังที่หดสั้นจากการทางานทดแทนกล้ามเนื้อหน้าท้อง [2] รวมถึงมีการออกกำลังกายน้อยลง และอาจส่งผลทำให้เกิดอาการปวดหลังตามมาในอนาคต ดังนั้น การสารวจความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังในเด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์เปรียบเทียบกับเด็กที่มีน้ำหนักตามเกณฑ์ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความเอาใจใส่ในการหาแนวทางป้องกันภาวะอ้วนในระยะยาว ที่เหมาะสมเพื่อช่วยลดปัญหาที่จะตามมาจากภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์ได้ จึงนำมาสู่วัตถุประสงค์ในการศึกษาครั้งนี้ คือ เพื่อศึกษาความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อหน้าท้องกับกล้ามเนื้อหลัง ในเด็กที่มีช่วงอายุ 6-10 ปี ในกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักตามเกณฑ์ปกติและเด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ปกติ โดยทำการทดสอบด้วย manual muscle test (MMT), sit-up, และ Sorensen test เพื่อเปรียบเทียบความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลัง และผลที่อาจจะตามมาในอนาคต เพื่อหาแนวทางในการป้องกันและแก้ไขต่อไป
วัตถุประสงค์ : เพื่อเปรียบเทียบความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลัง ระหว่างเด็กที่มีน้ำหนักตามเกณฑ์และเด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ ในกลุ่มเด็กที่มีช่วงอายุ 6 ถึง 10 ปี
วิธีการศึกษา : ผู้เข้าร่วมการวิจัยที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเลือกเข้า จานวน 80 คน ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 40 คน โดยพิจารณาจากกราฟแสดงเกณฑ์อ้างอิงความเจริญเติบโตได้ดังนี้ คือ กลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักตามเกณฑ์ และกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ จากนั้นให้ผู้เข้าร่วมการวิจัยทาการทดสอบความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังตามลำดับ คือ manual muscle test (MMT), sit-up, Sorensen test จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติ เพื่อเปรียบเทียบความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลัง ระหว่างกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักตามเกณฑ์และกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ ในกลุ่มเด็กที่มีช่วงอายุ 6 ถึง 10 ปี
ผลการศึกษา : การวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงคุณภาพเมื่อทำการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังด้วย manual muscle test (MMT) ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องระหว่างกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักตามเกณฑ์กับกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ (p-value= 0.308) และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังระหว่างกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักตามเกณฑ์กับกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ (p-value = 0.081) และสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงปริมาณเมื่อทำการทดสอบความทนทานของกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังด้วยวิธี sit-up และ Sorensen test ตามลำดับ พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของความทนทานของกล้ามเนื้อหน้าท้องระหว่างกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักตามเกณฑ์กับกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ (p-value = 0.954) และความทนทานของกล้ามเนื้อหลังระหว่างกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักตามเกณฑ์กับกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ (p-value= 0.897)
บทสรุป : จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า กลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักตามเกณฑ์กับกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ พบว่ามีความไม่แตกต่างกันในการทดสอบความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลัง ดังนั้นทางคณะผู้จัดทำจึงส่งเสริมการออกกำลังกายในเด็กวัยนี้ต่อไป ถึงแม้ผลจะออกมาไม่แตกต่างกันมากนักแต่เพื่อป้องกันภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์ปกติในระยะยาว และความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่มาพร้อมกับความอ้วน