Abstract:
การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญที่คร่าชีวิตมนุษย์ก่อนวัยอันสมควร ซึ่งจะนำไปสู่การสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งด้านค่าใช้จ่ายในการรักษาโรค ผลของการสูบบุหรี่ทำให้เกิดโรคทางระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง ,ถุงลมโป่งพอง และมะเร็งปอด โดยควันบุหรี่จะกระตุ้นปลายประสาทเวกัส ทำให้เยื่อบุผิวของทางเดินหายใจมีการหลั่งสารเมือกมากขึ้น ทำให้มีการคั่งค้างของเสมหะ ติดเชื้อได้ง่าย ทางเดินหายใจตีบแคบ เกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซภายในปอดผิดปกติ สมรรถภาพปอดลดลง จึงมีอาการเหนื่อยง่าย ดังนั้นการเพิ่มสมรรถภาพของปอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดเสมหะที่คั่งค้างซึ่งมีปริมาณมากกว่าปกติ ในผู้สูบบุหรี่ น่าจะช่วยชะลอการเกิดโรคทางระบบทางเดินหายใจในผู้ที่ยังไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้อย่างเด็ดขาด หรือผู้สูบบุหรี่ที่กำลังลดปริมาณบุหรี่ลง งานวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพในการหายใจ และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจในผู้สูบบุหรี่ โดยคัดเลือกผู้เข้าร่วมงานวิจัยที่เป็นนักศึกษาชาย มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติที่สูบบุหรี่และไม่สูบบุหรี่ อายุระหว่าง 18 – 25 ปี จำนวน 30 คน โดยทาการทดสอบสมรรถภาพของระบบไหลเวียนโลหิตด้วย step test การวัดความจุปอด ด้วย spirometer และวัดการขยายตัวของทรวงอก ทั้งก่อนและหลังการทดลองโดยจะแบ่งผู้เข้าร่วมการวิจัยเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ไม่สูบบุหรี่ (กลุ่มควบคุม) และกลุ่มผู้สูบบุหรี่ที่ได้รับการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจ (กลุ่มทดลอง) โดยใช้ถุงทรายซึ่งมีน้ำหนักที่เหมาะสม วางบนหน้าท้องแล้วให้ฝึกการหายใจ โดยกำหนดให้หายใจเข้า – ออก ลึกๆ ทำ 10 ครั้ง พัก 2 นาที ทำ 50 ครั้ง ทุกวันๆ ละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์เปรียบเทียบกลุ่มผู้สูบบุหรี่ที่ไม่ได้รับการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจเลย (กลุ่ม placebo) โดยภายหลังการทดสอบนาข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติ โดยเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปรที่ศึกษาด้วย One-Way ANOVA
จากผลการวิจัยพบว่า ในกลุ่มทดลอง เมื่อเปรียบเทียบค่าการขยายตัวของทรวงอกทั้ง 3 ระดับ ก่อนและหลังการฝึกเป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าการขยายตัวของทรวงอกระดับ upper chest ก่อนและหลังการฝึกมีค่าเฉลี่ย 3.70 ± 0.62 ซม. และ 5.36 ± 1.23 ซม. ระดับ middle chest ก่อนและหลังการฝึกมีค่าเฉลี่ย 3.44 ± 0.54 ซม. และ 4.75 ± 0.78 ซม. ระดับ Lower chest ก่อนและหลังการฝึกมีค่าเฉลี่ย 3.12 ± 0.60 ซม.และ4.04 ± 0.73 ซม. โดยการขยายตัวของทรวงอกก่อนและหลังการฝึกของกลุ่มทดลองมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( p < 0.01 ) และการเปรียบเทียบค่าการขยายตัวของทรวงอก ทั้ง 3 ระดับ ระหว่างผู้ทดลอง 3 กลุ่ม พบว่า ก่อนการฝึกที่ระดับ middle chest และ lower chest ของกลุ่มทดลอง และกลุ่ม placebo มีการขยายตัวโดยมีค่าเฉลี่ย 3.44 ± 0.54 ซม. ,4.37 ± 0.97 ซม. และ 3.12 ± 0.60 ซม. ,4.27 ± 1.19 ซม. ตามลาดับ ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ส่วนการเปรียบเทียบค่าสมรรถภาพปอดทั้ง 3 ค่า คือ FEV1, FVC, FEV1 / FVC พบว่าในกลุ่มทดลอง มีค่า FEV1 ก่อนและหลังการฝึกมีค่าเฉลี่ย 3.29 ± 0.45 L/s และ 3.50 ± 0.49 L/s และค่า FEV1 / FVC ก่อนและหลังการฝึกมีค่าเฉลี่ย 93.52 ± 4.08 %และ 96.37 ± 1.92 % ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( p < 0.05 ) และการเปรียบเทียบค่า FEV1 ระหว่างผู้สูบบุหรี่ 2 กลุ่ม พบว่าภายหลังการฝึกระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่ม placebo มีค่าเฉลี่ย 3.50 ± 0.49 L/s และ2.98 ± 0.72 L/s ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05)
จากการศึกษานี้พบว่าการออกกำลังกายกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจโดยใช้ถุงทรายเป็นน้ำหนักต้านบริเวณหน้าท้อง เพื่อกระตุ้นให้มีการทำงานของกล้ามเนื้อกระบังลมอย่างเต็มที่ จะช่วยให้ค่าสมรรถภาพปอดคือ chest expansion, FEV1และ FEV1 / FVC ในผู้สูบบุหรี่มีค่าเพิ่มขึ้น หากงานวิจัยครั้งนี้ได้ขยายผลลงไปสู่ผู้ป่วยในเชิงปฏิบัติก็จะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจในอนาคต