Abstract:
หลักการและเหตุผล : ปัจจุบันผู้สูงอายุในประเทศไทยมีจานวนเพิ่มมากขึ้นและอาจพบ การเปลี่ยนแปลงจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น เช่น สมรรถภาพทางด้านร่างกายและความสามารถในการทรงตัวลดลง เป็นผลทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการล้มได้ง่าย ดังนั้น การออกกำลังกายที่เหมาะสมจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการล้มได้ ซึ่งชนิดของการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมมากในผู้สูงอายุไทย ได้แก่ แอโรบิคและไทเก็ก จึงนำมาสู่วัตถุประสงค์ในการศึกษาครั้งนี้ คือ เพื่อศึกษาความสามารถในการทรงตัว(balance) ในผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี อายุระหว่าง 60 – 70 ปี ในกลุ่มที่ไม่มีการออกกาลังกายกับกลุ่มที่ออกกาลังกายแบบแอโรบิคและแบบไทเก็ก (Tai – chi) โดยทำการทดสอบด้วย functional reach test (FRT), timed up and go test (TUG), Berg balance scale(BBS) และdynamic gait index (DGI) เพื่อทราบผลของการออกกาลังกายต่อความสามารถในการทรงตัว และความเสี่ยงต่อการล้มในผู้สูงอายุ และเพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมสุขภาพและความสามารถในการทรงตัว ในกลุ่มผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสมวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความสามารถในการทรงตัว (balance) ในผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี อายุระหว่าง 60 – 70 ปี ในกลุ่มที่ไม่มีการออกกำลังกายกับกลุ่มที่ออกกำลังกายทั้งแบบแอโรบิคและแบบไทเก็ก (Tai – chi)วิธีการศึกษา : แบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมการวิจัยที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเลือกเข้าเป็น 3 กลุ่มคือกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่มีการออกกำลังกายและกลุ่มที่ออกกำลังกายทั้งแบบแอโรบิคและไทเก็ก (Tai – chi) และให้ผู้เข้าร่วมการวิจัยทำการดสอบความสามารถในการทรงตัวตามลำดับ คือ functional reach test (FRT), timed up & go (TUG), berg balance scale (BBS), dynamic gait index(DGI) จากนั้นนามาวิเคราะห์ทางสถิติ เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการทรงตัว ระหว่างกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่มีการออกกำลังกายกับกลุ่มที่ออกกำลังกายทั้งแบบแอโรบิคและไทเก็กผลการศึกษา : เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงปริมาณ พบว่า เมื่อทำการทดสอบความสามารถในการทรงตัวด้วย FRT ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของความสามารถในการทรงตัวระหว่างกลุ่มที่ไม่ออกกำลังกายกับกลุ่มที่ออกกำลังกายทั้งแบบแอโรบิคและแบบไทเก๊ก (p-value>.05) และเมื่อทาการทดสอบความสามารถในการทรงตัวด้วย TUG พบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของความสามารถในการทรงตัวระหว่างกลุ่มที่ไม่ออกกำลังกายกับกลุ่มที่ออกกำลังกายแบบแอโรบิค (p-value = .004) และระหว่างกลุ่มที่ไม่ออกกำลังกายกับกลุ่มที่ออกกำลังกายแบบไทเก๊ก (p-value = .001) แต่ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มที่ออกกำลังกายแบบแอโรบิคและแบบไทเก๊ก (p-value = .998)และเมื่อวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงคุณภาพ พบว่า เมื่อทำการทดสอบความสามารถในการทรงตัวด้วย FRT มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเฉพาะระหว่างกลุ่มที่ไม่ออกกำลังกายกับกลุ่มที่ออกกำลังกายแบบแอโรบิค (p-value = .016) ขณะที่เมื่อทำการทดสอบความสามารถในการทรงตัวด้วย TUG, BBS และ DGI ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของความสามารถในการทรงตัวระหว่างกลุ่มที่ไม่ออกกำลังกายกับกลุ่มที่ออกกำลังกายทั้งแบบแอโรบิคและแบบไทเก็ก (p-value > .05)จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า กลุ่มผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายมีความสามารถในการทรงตัวดีกว่ากลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ออกกำลังกาย แม้จากการศึกษาครั้งนี้จะพบความแตกต่างกันของความสามารถในการทรงตัวระหว่างกลุ่มที่ไม่ออกกำลังกายกับกลุ่มที่ออกกำลังกายทั้งแบบแอโรบิคและแบบไทเก๊กเมื่อทดสอบด้วย FRT, TUG เท่านั้น ดังนั้นทางคณะผู้จัดทาจึงสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าการออกกำลังกายนั้นจะเป็นแอโรบิคหรือแบบ ไทเก็ก หรือการออกกำลังกายด้วยกีฬาอื่นๆ และจากการทบทวนวรรณกรรม พบว่าผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงทางกายวิภาคและสรีระวิทยาจากอายุที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น รูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุจึงควรเป็นรูปแบบการออกกำลังที่สม่ำเสมอ นุ่มนวล และควรเน้นเป็น การออกกำลังเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดเป็นส่วนใหญ่ เพื่อชะลอหรือคงใว้ซึ่งสมรรถภาพของร่างกายในผู้สูงอายุให้มีความเสื่อมถอยน้อยลงที่สุด ส่งผลให้ความสามารถในการทรงตัวของผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงต่อการล้มลดลง ซึ่งนำมาสู่คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่ดียิ่งขึ้นตามมา