กรุณาใช้ตัวระบุนี้เพื่ออ้างอิงหรือเชื่อมต่อรายการนี้:
https://has.hcu.ac.th/xmlui/handle/123456789/5457| ชื่อเรื่อง: | การพัฒนาศักยภาพในการดูแลตนเองของสมาชิกชมรมผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร |
| ชื่อเรื่องอื่นๆ: | Potential Development in Self-Care of Members in Aging Club in Bangkok |
| ผู้แต่ง/ผู้ร่วมงาน: | จตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร Jaturong Boonyarattanasoontorn อภิวรรธนชน อาจทวีกุล Apiwattanachon Ardtaweekul Huachiew Chalermprakiet University. Faculty of Social Work and Social Welfare |
| คำสำคัญ: | ผู้สูงอายุ Older people ผู้สูงอายุ – สุขภาพและอนามัย Older people -- Health and hygiene การดูแลสุขภาพด้วยตนเอง Self-care, Health พฤติกรรมสุขภาพกับวัยชรา Health behavior -- Age factors พฤติกรรมสุขภาพ – ปัจจัยเกี่ยวกับอายุ การส่งเสริมสุขภาพ Health promotion มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ |
| วันที่เผยแพร่: | 2008 |
| สำนักพิมพ์: | มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ |
| บทคัดย่อ: | การศึกษารื่อง การพัฒนาศักธภาพในการดูแถคนเองของสมาชิกชมรมผู้สูงอายุ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมของผู้สูงอายุในชุมชนและปัจข้อที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุ ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลส่วนบุคลของกลุ่มตัวอย่างที่มาเข้าร่วมกิจกรรมในชมรมผู้สูงอายุส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 78.0 มีช่วงอายุ 72-84 ปี คิดเป็นร้อยละ 30.4 สถานภาพการสมรส คิดเป็นร้อยละ 52.4 จบการศึกษาในระดับประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 51.3 ไม่ได้ประกอบอาชีพ คิดเป็นร้อยละ 52.9 ส่วนใหญ่มีรายได้ 1,000-3,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 31.9 ที่มาของรายได้ได้รับรายมาจากบุตรหลาน ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้ ความเข้าใจในการดูแลตนเองในระดับคีมากในเรื่องการรับประทานอาหารว่าง อาหารที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ควรเป็นอาหารประเภท ปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น นม น้ำ เต้าหู้ อาหารประเภทที่มีกากใยเพื่อช่วยให้ในการขับถ่ายได้ดี มีความรู้ความเข้าใจ การปฏิบัติต่อตนเองด้านอารมณ์ การยอมรับว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ว่าเป็นเรื่องธรรมดา ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ความเข้าใจในด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในระดับดีมาก คือ รู้ว่า ห้องนอนควรมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ด้านการหลีกเลี่ยงการก่อเกิดไรค กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจในระดับมากว่าการดื่มสุราทำให้ความจำเสื่อม สมองฝ่อ ดับแข็ง ความดันโลหิตสูง และเส้นเลือดในสมองแตกได้ ด้านกิจกรรมสังคนในชุมชน พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เข้าร่วมกิจกรรมชุมชนในระดับมาก ได้แก่ ทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระ ทอดกฐิน กิจกรรมในวันสำคัญต่าง ๆ เช่น วันผู้สูงอายุ วันสงกรานต์ และเข้าร่วมกิจกรรมกับวัดในระดับปานกลาง ได้แก่ การทำความสะอาดวัด การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง มีความพึงพอใจมากที่สุด ในการเดินทางมารักษาเนื่องจากมีความสะดวก และมีความพึงพอใจต่อการให้บริการและมีคุณภาพอยู่ในระดับมาก ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับพฤติกรรมการดูแลตนเองแของ กลุ่มตัวอย่าง พบว่า เพศมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมในการดูแลตนเอง โดยเพศหญิงหลีกเลี่ยงการเพ่งหรือจ้องมองกับของบางสิ่งบางอย่างนาน ๆ การหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มชูกำลัง หรือแอลกอฮอล์ และ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ เวลาว่างมักชอบมีมุมสงบเพื่อนั่งสมาธิ ทำจิตใจให้สงบหรือศึกษาหลักธรรมคำสั่งสอนของทางศาสนาเเตกต่างจากเพศชายอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติติที่ระดับ .000 ด้านการศึกษาพบว่า มีความแตกต่างกัน กลุ่มตัวอย่างที่มีการศึกษาสูงจะพักผ่อนอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง เจ็บป่วยมักจะซื้อยามารับประทานเอง งานอดิเรกที่ชอบปฏิบัติ คือ ปลูกต้นไม้ ทำสวน อ่านหนังสือ แต่แตกต่างจากกลุ่มตัวอย่างที่มีการศึกษาต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .000 ด้านอาชีพ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความแตกต่างกัน โดยกลุ่มตัวอย่างที่ไม่มีอาชีพพักผ่อนอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงอย่างหลีกเลี่ยงการทำงานหนัก ๆ และมักให้ผู้อื่นช่วยเหลือเสมอ จะงดทานอาหารรสจัดซึ่งแตกต่างจากกลุ่มตัวอย่างที่มีอาชีพอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .000 ด้านรายได้ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเอง กลุ่มตัวอย่างมักพบว่าผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยสูงจะออกกำลังกายโดยการทำงานแต่มีความแตกต่างจากกลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้ต่ำ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .000 กลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้จากการประกอบอาชีพ จะมักหลีกเลี่ยงการทำงานหนักๆ มักให้ผู้อื่นช่วยเหลือเสมอ มักงดทานอาหารรสจัด และรับประทานอาหารตามคำสั่งแพทย์ ซึ่งแตกต่างจากผู้มีรายได้จากบุตรหลานอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .000 กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับข่าวสาร ข้อมูล ด้านสุขภาพจากเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานสาธารณสุข มักจะมีพฤติกรรมในการดูแลตนเองด้านการออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยาน วิ่งเหยาะๆ แอโรบิค ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสาร กลุ่มตัวอย่างที่รับข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพจากสมาชิกในครอบครัว เวลาเจ็บป่วยมักจะซื้อยามารับประทานเอง ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพจากสมาชิกในชมรมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองในการออกกำลังกายเป็นประจำ ออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยาน วิ่งเหยาะๆ แอโรบิก ใช้อย่างน้อย วันละ 15-30 นาที เจ็บป่วยมักจะซื้อยามารับประทานเอง ผล จากการศึกษาดังกล่าว ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังนี้ 1. รัฐบาลควรมีนโยบายสนับสนุนส่งเสริมเครือช่ายด้านงานสุขภาพให้กระจายไปยังส่วนท้องถิ่นให้มากขึ้น สนับสนุนการกระจายความรู้เพื่อพัฒนาให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นให้สามารถจัดการในเรื่องสุขภาพ ดูแลสุขภาพของตัวเอง อย่างเหมาะสม ลด ละเลิกพฤติกรรมเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ และส่งเสริม สนับสนุนชมรมผู้สูงอายุ ในการทำกิจกรรม/โครงการต่าง ๆ ทั้งในชุมชน ให้ก่อเกิดศักยภาพ ความสามารถของผู้สูงอายุ นำมาใช้ในกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ 2. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ควรมี ควรจะมีการสนับสนุนในเรื่องการรักษาที่เท่าเทียมกันระหว่างชนบทและเมืองให้มีโอกาสเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึงและเสมอภาคกันเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เสริมสร้างสวัสดิการสังคมและความมั่นคงทางสังคมของผู้สูงอายุ 3. กระทรวงสาธารณสุขคววมีนโยบาย มาตรการ กฎหมายต่าง ๆ ที่เอื้ออำนวยต่อสุขภาพทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุอย่างครบวงจรและทั่วถึง 4. เจ้าหน้าที่ของศูนย์บริการสาธารณสุขที่รับผิดชอบในเต่ละเขตควรให้ความรู้ให้ผู้สูงอายุตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลตนเองในการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดโรค ส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาทางด้านอารมณ์ เสริมสร้างการสร้างสุขนิสัยในการรักความสะอาด ที่อยู่อาศัย บ้านเรือน บริเวณบ้าน และตนเอง 5. เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการธาธารณสุขที่เกี่ยวข้องควรลงพื้นที่เข้าไปพัฒนาแหล่งความรู้ให้กับทางชมรมว่ามีแหล่งใดบ้าง ที่จะสามารถเข้าถึงการดูแลตนเองของผู้สูงอายุ และมีส่วนร่วมกับชุมชนในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพให้มากขึ้น 6. สมาชิกในชมรมผู้สูงอายุควรตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลตนเองในเรื่อง การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร การพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อสร้างพฤดิกรรมการดูแลสุขภาพของตนเองไห้ดียิ่งขึ้น 7. ประธานชมรมผู้สูงอายุควรมีจัดกิจกรรมที่หลากหลาย โดยการสอบถามความต้องการของสมาชิกชมรมพื่อให้สมาชิกมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่หลากหลายขึ้น 8. ครอบครัวของผู้สูงอายุควรมีการพูดคุยถึงเรื่องสุขภาพ หรือเรื่องต่าง ๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุเห็นถึงคุณค่าของตนเอง และควรมีเวลาในการพาผู้สูงอายุไปตรวจสุขภาพ ดูแลและสนใจสุขภาพของผู้สูงอายุในครอบครัวเพื่อให้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับครอบครัวต่อไป |
| รายละเอียด: | การศึกษาอิสระ (สส.ม.) (การบริหารสังคม) -- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, 2551 |
| URI: | https://has.hcu.ac.th/jspui/handle/123456789/5457 |
| ปรากฏในกลุ่มข้อมูล: | Social Work and Social Welfare - Independent Studies |
แฟ้มในรายการข้อมูลนี้:
| แฟ้ม | รายละเอียด | ขนาด | รูปแบบ | |
|---|---|---|---|---|
| Potential-Development-in-Self-Care-of-Members-in-Aging-Club-in-Bangkok.pdf Restricted Access | 12.37 MB | Adobe PDF | ดู/เปิด Request a copy |
รายการทั้งหมดในระบบคิดีได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ มีการสงวนสิทธิ์เว้นแต่ที่ระบุไว้เป็นอื่น